A Cappella7 : มิตรภาพแห่งเสียงเพลงสู่การกลับมาของตัวโน้ตทั้ง 5

<< แชร์บทความนี้

แม้ไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีเลยสักชิ้น แต่พวกเขากลับสร้างบทเพลงที่ตราตรึงผู้คนได้มากมาย

กว่า 20 ปีแล้วที่เพลง ‘Dog’ หรือ ‘ตุ่ม’ ของ A Cappella7 วงดนตรีอินดี้จากเชียงใหม่ ซึ่งจับพลัดจับผลูมาอยู่ค่ายใหญ่แถวลาดพร้าว ได้กลายเป็นผลงานยอดฮิตที่ผู้คนร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

แน่นอนว่านอกจากเนื้อหาสุดกวน ที่หยิบเอาเรื่องราวการหลงรักแฟนชาวบ้าน หรือการแซวแฟนสาวที่กินเยอะไปจนกลายเป็นตุ่ม จะเรียกรอยยิ้มแล้ว เพลงที่ปล่อยออกมานั้นยังมีรูปแบบไม่เหมือนใคร การประสานเป็นท่วงทำนอง ไล่ตัวโน้ตสูงต่ำ ด้วยน้ำเสียงของมนุษย์ เปิดโลกให้ผู้ฟังทั่วประเทศรู้จักกับแนวดนตรีที่เรียกว่า A Cappella มากขึ้น

ไม่แปลกเลยที่แม้พวกเขาจะพักวงไปนาน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเติบโตตามเส้นทางชีวิต แต่พอประกาศจัดงาน Fan Meeting ก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่น ยืนยันจากการมีผู้คนมาร่วมงานทั้งที่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ จนล้นหลาม 

เนื่องในโอกาสที่ A Cappella7 กลับมารวมตัวกันด้วยความผูกพันอีกครั้ง ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีนัดแนะสมาชิกทั้ง 5 คน คือ เดียร์นักรบ แนวณรงค์, ต้นเมธี อภินันท์ธรรม, แม็คศรัณย์ วงศ์น้อย, ทิมอาทิตย์ พิบูลธรรม และโอปอล์โอปอล์ ตันตยานุสรณ์ มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวในวันวาน วันนี้ และวันต่อไป

วง Seven ที่ไม่ได้มี 7 คน

หลายคนอาจสงสัยว่า A Cappella7 ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 5 คน แต่ทำไมชื่อวงจึงลงท้ายด้วยเลข 7

เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปเมื่อราวๆ ปี 2539 เมื่อนักเรียนดนตรีที่ชื่อว่า ‘ครูหนึ่ง’ เกิดนึกสนุกอยากชวนเพื่อนๆ น้องๆ ในคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งวง A Cappella หรือวงที่ใช้เสียงร้องแทนเสียงดนตรี ชื่อวงว่า Seven ก็เพราะมีสมาชิก 7 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ เดียร์ กับโอปอล์

พวกเขาเริ่มแสดงเปิดตัวในงานประจำปีของคณะที่เรียกว่า Honor Recital โดยร้องเพลง Yesterday เวอร์ชัน Boyz II Men

“ตอนนั้นไม่ได้มีตัวเลือกเยอะ ทั้ง 4 ชั้นปีน่าจะมีแค่ 45 คน เป็นผู้หญิงไปแล้ว 20 กว่าคน ส่วนผู้ชายที่เล่นเครื่องเดี่ยวก็ไม่ค่อยอยากมารวมวง รุ่นพี่จึงพยายามหาคนที่ไม่ค่อยยุ่ง ซึ่งอาจจะเป็นพวกที่เล่นไม่ค่อยเก่ง หรือเล่นเก่งแต่ไม่ค่อยมีวินัย ไม่ค่อยไปซ้อมของตัวเอง เอาพวกนี้ที่มันไม่ค่อยยุ่งมารวมๆ กัน เราก็เลยได้อยู่กับเขาไปด้วย” โอปอล์เท้าความ

แต่เมื่องานจบ คนเล่นกลับไม่ยอมจบตาม ยังคงรวมกลุ่มกันต่อเนื่อง โดยภายหลังเหลือสมาชิกแค่ 4 คน พวกเขาจึงคิดเปลี่ยนชื่อวง ไล่มาตั้งแต่ศาลาเนื่องจากเป็นสถานที่ฝึกซ้อมประจำ จนถึง ‘295’ โดยเอาน้ำหนักตัวของทุกคนมารวมกัน แต่ยังไม่เวิร์ก สุดท้ายเลยวกกลับมาใช้ชื่อ Seven เหมือนเดิม

ต่อมาสมาชิกวงต่างทยอยเรียนจบ และแยกย้ายไปตามจังหวะของตัวเอง อย่างโอปอล์ก็ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เหลือเพียงแค่เดียร์คนเดียวที่ไม่ยอมเรียนจบเหมือนคนอื่น ด้วยความที่อยากให้วงประสานเสียงเดินหน้าต่อ เขาจึงเล็งหาน้องๆ ที่พอดูมีแวว แล้วชักชวนให้มาเป็นเลือดใหม่ของวง 

“ช่วงเซ็ตวงครั้งแรกที่มี 7 คน เรามีแต่ตัวซ่าๆ ซนๆ หมดเลย พอรุ่นใหม่เข้ามาก็เลยหาพวกเกรดดีๆ มีวินัยร้องเก่งมาร่วมทีมบ้าง” เดียร์อธิบาย

สิ่งที่เดียร์ตามหาคือ คนที่จะสามารถถ่ายทอดเสียงระดับที่แตกต่างกันไล่ลงมา เพราะโดยปกติในวงประสานเสียงวงหนึ่งจะมีเสียงทั้งหมด 4 เสียง คือ Bass เป็นเสียงต่ำสุดของผู้ชาย ส่วนเสียงสูงเรียกว่า Tenor ขณะที่ฝ่ายหญิง เสียงสูงคือ Soprano และเสียงต่ำคือ Alto แต่พอดีวง Seven นั้นตั้งต้นเป็นวงชายล้วน จึงต้องใช้วิธีดัดเสียงช่วยสำหรับเสียง Soprano กับ Alto แทน โดยผู้โชคดีที่ถูกชักชวนก็คือ รุ่นน้องปี 2 ซึ่งประกอบด้วย ต้น แม็ค ทิม และ โซ่-แมนลักษณ์ ทุมกานนท์ 

“ความจริงพี่ต้นเขาแก่สุดในวงนะ เพียงแต่เขาไปทำอย่างอื่นมาก่อน แล้วก็เข้ามาเรียนพร้อมกัน คือรุ่นการศึกษาเดียวกัน แต่รุ่นอายุไม่ใช่” ทิมกล่าวแซวพี่ใหญ่ของวง

“ตอนนั้นภาควิชาจะมีวิชาร้องประสานเสียง แล้วแต่ละคนก็จะนั่งตามพาร์ต ซึ่งผมกับเดียร์และทิมนั่งด้วยกัน ร้องเสียง Bass ส่วนแม็คร้อง Tenor พอดีวันหนึ่งไม่รู้ว่าเดียร์เห็นผมร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้ เขาก็ทักขึ้นมาว่าพี่ต้นร้องเสียงสูงได้นี่ ก็เลยชวนให้ผมมาร้องเสียง Soprano แต่ถ้าว่ากันแล้ว ทุกคนก็ร้องได้หมดแหละ เพียงแต่ใครจะเสียสละร้องพาร์ตไหนเท่านั้นเอง” ต้นอธิบาย

“ตามธรรมชาติของแต่ละคน จะมีคนร้องเสียงสูงได้สบาย บางคนร้องเสียงต่ำสบาย เราก็มอบหมายหน้าที่ให้เหมาะกับสถานะนั้น ซึ่งพี่ต้นซวยไป เพราะเสียงสูงที่สุด” เดียร์ขยายความ

จริงๆ ตำแหน่งที่ค่อนข้างฟิกซ์อยู่แล้ว ก็คือพี่เดียร์กับพี่โอปอล์ อย่างพี่โอปอล์ แม้ตอนนั้นจะไม่อยู่ แต่แกเป็นคนที่มีเสียง Bass หนาและใหญ่ ส่วนพี่เดียร์เขาร้องนำได้ดีที่สุด คนที่เหลือก็สามารถสลับที่กันได้ แต่ปกติผมกับทิมจะร้อง Tenor ด้วยกันอยู่แล้ว เราจึงเลือกตำแหน่งได้ง่ายแม็คกล่าวเสริม

แต่ถึงการตั้งต้นจะลงตัว บวกกับทั้งหมดเคยผ่านการเรียนวิชาประสานเสียงมาก่อน ทว่าการจะพาวง A Cappella ให้รอดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลานั้นพวกเขาต้องไปหาวิดีโอเทปของวงจากเมืองนอก เช่น Rockapella หรือ Take 6 มาเปิดเพื่อทดลองร้องตาม เรียนรู้วิธีเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสาน

แต่ที่ถือเป็นโจทย์หินที่สุด คือการร้องอย่างไรให้เข้าขา พวกเขายังจำได้ดีว่า ช่วงร้องแรกๆ ก็เหมือนเพราะดี แต่พอทดลองเอาไมโครโฟนมาต่อกันเท่านั้น ปรากฏว่าเละไม่เป็นท่า เสียงเพี้ยนแถมไม่รู้อีกต่างหากว่าใครที่ร้องเพี้ยน แต่ด้วยความรัก ความชอบ และความสนุกที่ได้มาฝึกซ้อมทุกเย็นที่ศาลากลางของภาควิชา จึงทำให้วง Seven ยังเดินหน้าต่อไปได้

“ปกติเวลาเราเล่นเปียโนหรือกีตาร์ ถ้าเรากดลงไปก็ได้เสียงนั้น แต่พอเป็นเสียงร้อง เราต้องมีเสียงในหัวก่อน แล้วก็ต้องคอนโทรลลม คอนโทรลเสียงที่จะออกจากปาก ซึ่งช่วงแรกๆ มันโหดร้ายมาก แต่พี่เดียร์ก็อดทนมาก จนเข็นพวกเราขึ้นมาได้” ทิมยกตัวอย่าง

“เราต้องปรับหูกันนาน ต้องเริ่มจากการร้องแบบไม่มีไมโครโฟน เพื่อให้รู้ว่าเพี้ยนคืออะไร ไม่เพี้ยนคืออะไร จากนั้นถึงจะมาร้องโดยใช้ไมโครโฟน ซึ่งยากกว่าเยอะ เพราะไมโครโฟนมันเซนซิทีฟมาก เพี้ยนนิดเพี้ยนหน่อย เสียงก็ออกมาแล้ว” ต้นช่วยเติม

พวกเขาใช้เวลาฝึกซ้อมร่วมกัน 2-3 ปีกว่าจะลงตัว และเมื่อโอปอล์กลับจากเมืองนอก ก็มาช่วยเติมเสียง Bass ให้สมบูรณ์ขึ้น โดยระหว่างนั้นทั้ง 6 คน ช่วยกันแกะเพลง เพื่อเดินสายแสดงตามสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ตลอดจนเล่นกลางคืนตามร้านอาหารหลายแห่ง ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีมาก ผู้ชมต่างทึ่งว่าวงแบบนี้ก็มีด้วย ทำให้วงเล็กๆ จากมหาวิทยาลัยพายัพเริ่มมีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่

เวลานั้นแต่ละคนแค่ร้องเล่นกันสนุกๆ เป็นเพียงงานอดิเรกหลังเลิกเรียน การมีเพลงของตัวเองดูเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น ด้วยแรงสนับสนุนของครูคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในตัวพวกเขา

เชื่อครูแล้วดีเอง

หากไม่มี ครูโจ-บฤงคพ วรอุไร บางทีผู้ฟังเพลงชาวไทยก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับ A Cappella7

ในเวลานั้น ครูโจคืออาจารย์หนุ่มไฟแรง และมีความเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เขาอยากรู้มากก็คือ ธุรกิจดนตรีในเมืองไทยเป็นอย่างไร จึงไปสมัครงานที่ Taxi Distribution บริษัทจัดจำหน่ายของ Bakery Music ค่ายเพลงขวัญใจของวัยรุ่นเชียงใหม่ยุคนั้น

ผลงานสำคัญที่ครูโจริเริ่ม คือการเปลี่ยนร้านเทปหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าของ Taxi Distribution ชื่อว่า ‘ร้านลูกไก่’ รวมทั้งยังเชิญ 3 หัวเรือค่ายขนมปังดนตรี อย่าง สุกี้-กมลสุโกศล แคลปป์, บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ และสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาร่วมเปิดร้านด้วย 

คงเพราะต้องการผลักดันลูกศิษย์ ครูโจจึงให้ 2 วงดนตรีขาประจำในภาควิชา คือ Seven กับ Viva La Musica ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ETC. มาแสดงเปิดงาน ซึ่งหากจะว่าไปแล้วทั้ง 2 วงนี้จะเรียกว่าเป็นเนื้อเดียวกันก็คงไม่ผิด เนื่องจากมีการแบ่งปันสมาชิกร่วมกัน โดย เดียร์ รับหน้าที่ร้องนำ ส่วนโซ่กับแม็คเป็นมือคีย์บอร์ด แถมต่อมาเดียร์กับโซ่ยังพาวง ETC. ไปไกลถึงขั้นคว้าแชมป์ประเทศไทย จากรายการ Nescafe’ Open Up Music Challenge เมื่อปี 2543 อีกต่างหาก

หลังการแสดงที่ร้านลูกไก่เสร็จสิ้น บอยเรียกทั้ง 2 วงมาพูดคุย และแจ้งว่าสนใจอยากร่วมงานด้วย กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขายังคงตัดสินใจรักษาวงต่อไป แม้จะใกล้เรียนจบแล้วก็ตาม

และในที่สุด ราวๆ ต้นปี 2543 บอยก็ติดต่อให้วง Seven มาช่วยร้องคอรัสในเพลง ‘โกหก’ ของ Joey Boy พวกเขาวางแผนเรียบเรียงไลน์ประสานอย่างดี ซ้อมอยู่นานพักใหญ่ จากนั้นก็นั่งรถไฟจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ มุ่งตรงมายังห้องบันทึกเสียงที่สยามสแควร์

แต่ประสบการณ์การเข้าห้องอัดครั้งแรกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะด้วยเสียงไมโครโฟนที่ไวมาก พอทุกคนต้องร้องพร้อมกัน เสียงที่ควรประสานกลับออกมาเหมือนตีกัน ต้องใช้เวลาร้องซ่อมนานหลายชั่วโมง โปรดิวเซอร์ใหญ่จึงยอมให้ผ่าน ซึ่งมองมุมหนึ่งก็เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า พวกเขายังต้องพัฒนาตัวเองขึ้นอีก

“ช่วงนั้นเราเข้าๆ ออกๆ กับ Bakery Music อยู่นานว่า เขาจะเอาหรือไม่เอา” ทิมย้อนอดีต 

“เหมือนเรายังไม่รู้จะไปทางไหนดี แต่พอตอนหลังที่มีประสบการณ์ ผมมานั่งวิเคราะห์ เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวเลย มันต้องเหมือน Moderndog หรือใครก็ตามที่ทำงานมาเองแล้วเขาจะช่วยโปรโมตให้ แต่ตอนนั้นเรามองว่าพี่บอยเก่งอยากให้เขาช่วยโปรดิวส์ พี่สุกี้ก็เก่งมาช่วยจัดการให้เราหน่อย ซึ่งถ้าจุดนี้มาเจอกันตั้งแต่แรก เราคงได้ร่วมงานกันแล้ว แต่อาจด้วยความที่ผู้ใหญ่เขาก็ยุ่ง ไม่รู้จะสื่อสารกันอย่างไรก็เลยยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่เขาก็พยายามช่วยดันเราเหมือนกัน เช่นเพลงของพี่ Joey Boy” แม็คเติมรายละเอียด

เวลาล่วงเลยไปกระทั่งสมาชิกส่วนใหญ่เรียนจบ เริ่มมีงานประจำเช่นสอนกีตาร์ สอนเปียโน หรือร้องเพลงกลางคืน ส่วนเรื่องของวงก็โฟกัสน้อยลง และชั่งใจว่าจะไปต่อกันดีหรือเปล่า โดยเวลานั้นโซ่ขอแยกมาอยู่ ETC. เต็มตัว ด้วยความรู้สึกว่าอยากเล่นเปียโนจริงจัง แต่ก็ยังมาช่วยทำงานเบื้องหลัง และสุดท้ายก็เป็นครูโจคนเดิมที่บอกว่า ไหนๆ มาถึงขนาดนี้ ก็ลองทำอัลบั้มสักชุดไปเลยแล้วกัน

“พอดีครูโจมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อพี่นก (กัณณิกา บัวจีน) ซึ่งมีฐานะค่อนข้างดีหน่อย แล้วก็เอ็นดูพวกเรามาช่วยออกทุนให้ อีกอย่างก็คือครูโจเคยทำอัลบั้มอินดี้มาก่อน เป็นเพลงบรรเลงดนตรีภาคเหนือ ก็พอรู้จักกับสายส่งตามร้านอยู่แล้ว” ต้นฉายภาพ

ด้วยความเป็นอัลบั้มอินดี้ พวกเขาต้องทำทุกอย่างเองหมด ตั้งแต่การแต่งเพลง เพลงที่พอมีตุนอยู่ในสต๊อกก็คือ Dog ซึ่งเดียร์แต่งไว้ตั้งแต่เข้าปี 1 มอบให้เพื่อนร่วมรุ่นเพื่อสื่อสารว่า ‘กูชอบแฟนมึง’ โดยตอนหลังเพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตร้องกันในภาควิชา เพราะความน่ารักของเนื้อร้อง โดยเฉพาะท่อนที่ว่า ‘โดนหมาคาบไปแดก’

อีกเพลงคือ ‘ตุ่ม’ ผลงานของโอปอล์ ซึ่งอยากทดลองแต่งเพลงอะไรก็ได้ที่ทำให้เสียง Bass เด่นขึ้น พอดีนึกถึงคำว่า ‘ตุ่ม’ ซึ่งพ้องกับคำแสลงที่พูดถึงหญิงอ้วน แล้วบังเอิญแฟนสาวของเขาเป็นคนชอบกิน ก็เลยนำเรื่องราวนี้มาถ่ายทอดเสียเลย

นอกจากนี้ยังมีเพลง ‘ไข่เจียว’ ของเฉลียง ซึ่งโอปอล์ชื่นชอบและใช้ฝึกร้องแบบ A Cappella มาตั้งแต่เริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ก็เลยส่งอีเมล์ไปถึงผู้แต่งคือ จิก-ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเวลานั้นมีคอลัมน์ ‘คุยกับประภาส’ ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เพื่อขออนุญาตนำมาร้อง ซึ่งพี่จิกก็อนุญาตให้ใช้ได้ฟรี โดยแจ้งว่าหากภายหลังเข้าสังกัดเพลงเมื่อไหร่ ถึงค่อยมาคุยลิขสิทธิ์กัน 

ส่วนเพลงที่เหลือ พวกเขาก็ใช้วิธีแบ่งกันไปแต่งคนละ 2-3 เพลง แล้วก็มาคัดเลือกอีกที จนมาลงตัวที่ 10 เพลง ซึ่งก็มีทั้งเพลงที่เป็น A Cappella แบบเพียวๆ มากถึง 5 เพลง คือ Dog, ตุ่ม, งอน, ไข่เจียว และขอร้อง แล้วก็มีเพลงที่เน้นการร้องประสานเสียงควบคู่กับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น อาทิ คู่กัน, กลับมาเหมือนเดิม และเธอคนเดียว รวมถึงเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีเต็มที่ อย่าง เคียงเธอ และเก็บมันไว้ก่อน

“บางเพลงก็ไม่ได้เหมาะจะทำ A Cappella ถึงทำไปก็ไม่เพราะหรอก ก็เลยคิดว่ามีเครื่องดนตรีบ้างดีกว่า เพราะถ้าทำหมด 10 เพลงก็คงเบื่อ ถึงอย่างนั้นเพลงที่มีเครื่องดนตรี เราก็เล่นค่อนข้างโปร่งๆ หน่อยแล้วเน้นการประสานเอา” ทิมอธิบาย

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ การเปลี่ยนชื่อวง เพราะเมื่อปี 2543 Grammy Grand มีโปรเจ็กต์พิเศษชื่อว่า ‘Seven’ นำศิลปินหญิงแถวหน้าในสังกัด 7 คนมาร้องเพลงร่วมกัน แน่นอนแม้พวกเขาจะใช้ชื่อนี้มาก่อน แต่ถ้าทู่ซี้จะใช้ต่อไปก็เกรงว่าคนอื่นจะหาว่าลอกเลียน จึงนำคำว่า A Cappella มาเติมข้างหน้า กลายเป็น A Cappella Seven แต่ก็กลัวว่าจะยาวเกินไปจึงเขียนสั้นๆ เป็น AC Seven

ขณะที่ขั้นตอนอื่นๆ เช่น การปั๊มแผ่น พิมพ์ปก ทำอาร์ตเวิร์ก ส่งเพลง ติดต่อยี่ปั๊ว ก็เรียกว่าเป็นอุตสาหกรรมในหมู่เพื่อนฝูง ใครพอมีทักษะตรงไหนก็วานมาช่วย ในที่สุดอัลบั้มแรกปกสีส้มก็สำเร็จ เมื่อเดือนเมษายน 2545 ด้วยยอดการผลิตทั้งเทปและซีดี 2,000 ชุด โดยก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ส่งซิงเกิลแรก คือ ‘คู่กัน’ ไปลงแผ่นซีดีของนิตยสาร disc@zine ฉบับที่ 4

“เราคิดว่ามันฟังเพราะ และเท่ดี” โอปอล์เล่าสาเหตุที่เลือกเพลงนี้

อีกอย่างคือตัวเลือกไม่มาก แล้วเพลงนี้เสร็จทันหนังสือปิดเล่มพอดี จึงลุยไปเลย” แม็คเล่าตาม

งานของ AC Seven ได้เสียงตอบรับที่ดีจากวัยรุ่น โดยมี ดีเจเด็กดี-ถิรพัฒน์ รัตนสมบัติ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ป๋าเต็ดแห่งเชียงใหม่’ คอยผลักดันเต็มที่ ทั้งเปิดเพลง ชวนไปสัมภาษณ์ และสนับสนุนให้แสดงดนตรีสดในรายการ ขณะเดียวกันพวกเขาก็เริ่มออกเดินสายแคมปัสทัวร์ตามสถาบันต่างๆ ในภาคเหนือ

ต่อมาเพลงคู่กัน และไข่เจียว ก็เริ่มถูกเสิร์ฟต่อเข้ากรุงเทพฯ ออกอากาศผ่านคลื่น FaT Radio และ Coolvoice เว็บไซต์ฟังเพลงฟรีที่คอดนตรียุคอินดี้ต้องคุ้นเคย รวมทั้งมีการนำผลงานไปวางขายตามร้านต่างๆ อีกด้วย ขณะเดียวกันพวกเขายังได้รับชวนให้มาเปิดการแสดงในผับบาร์ต่างๆ ตลอดจนได้เป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตเล็กชิ้นสดของวง Monotone ที่ River Bar เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ผลงานชุดนี้ยังเป็นสะพานแห่งโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตนักเรียนดนตรีจากแดนล้านนา ให้กลายเป็นศิลปินที่ผู้คนทั่วประเทศรู้จัก

สีสันใหม่แห่ง ‘ค่ายลาดพร้าว’

แม้ A Cappella จะไม่ใช่ของใหม่ในวงการเพลงไทย เพราะเคยมีศิลปินที่ใช้เทคนิคนี้สร้างสรรค์งานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น NUVO, U4 และ U.H.T แต่ AC Seven น่าจะถือเป็นวงที่มีสีสันชัดเจน แปลกใหม่ จนกลายเป็นใบเบิกทางทำให้หลายค่ายเริ่มสนใจ 

อย่าง Bakery Music ที่เคยเงียบหายไปนาน ก็ได้กลับมาพูดคุยกันอีกรอบ ซึ่งดูเหมือนผู้ใหญ่เองก็ชื่นชอบ แม้ยังมีบางจุดที่รู้สึกว่าต้องขัดเกลา เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ฝั่งอโศก หรือค่ายเพลงอินเตอร์ที่มีแผนอยากทำเพลงไทย ก็ติดต่อให้พวกเขามานำเสนอผลงานเหมือนกัน

แต่เหมือนจังหวะชีวิตได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ให้มาลงเอยกับ RS Promotion 1992

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ชวนพวกเขามาแสดงดนตรีที่ Yes indeed เลียบด่วนรามอินทรา พร้อมกับย้ำว่าให้นำเทปซีดีติดมือมาจำหน่ายด้วย แม้สุดท้ายพวกเขาจะเล่นได้ไม่จบ ร้องไปแค่ 3 เพลง เดียร์ก็เกิดอาหารเป็นพิษต้องส่งตัวไปโรงพยาบาล แต่โชคดีที่มีแมวมองจากค่ายเพลงฝั่งลาดพร้าวไปชมด้วย แล้วก็นำซีดีแผ่นนั้นไปส่งต่อถึงมือ แหม่ม-พัชริดา วัฒนา ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาศิลปิน จากนั้นแหม่มก็รีบโทรศัพท์มาหาโอปอล์ทันที 

หลังฟังข้อเสนอแล้ว ทั้ง 5 คนยอมรับตามตรงว่า รู้สึกลังเลเลือกไม่ถูก ถึงขั้นต้องชวนคนรอบข้าง ทั้งพ่อแม่ เพื่อนฝูง แฟนเพลงมาช่วยกันโหวต แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัย เหตุผล รวมถึงความพร้อมต่างๆ ในที่สุดก็ตกลงปลงใจกับ เฮียฮ้อสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

“ตอนนั้นมีหลายค่ายติดต่อมาก็จริง แต่ RS เป็นค่ายเดียวที่แสดงเจตจำนง เหมือนเขามาจีบเราตรงๆ แบบผมชอบคุณ ขณะที่คนอื่นเหมือนแค่สนใจนะ” ต้นย้อนเวลา

“เราไม่รู้หรอกว่าอะไรคือ Good Choice เรารู้แต่ Best Choice ณ เวลานั้น เพราะต้องเข้าใจว่าพอทำแล้วมันเหนื่อยนะ เราไม่อยากรอแล้ว อยากลุยเลย เพราะเราไม่รู้ว่าสเต็ปต่อจากการรอคืออะไร ต้องทำเพลงเพิ่มหรืออย่างไร” แม็คเสริม

“ผมจำคำพูดของผู้ใหญ่ทั้ง 2 ค่ายได้ดี ซึ่งก็ถูกทั้งคู่ด้วยนะ อย่างพี่บอย เขาฟังแล้วบอกว่า Dog ก็ดี ตุ่มก็ดี แต่มันไม่ควรมีเพลงตลก 2 เพลงอยู่ในอัลบั้มเดียวกัน เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเป็นอย่างนี้ แต่พอมาถึงเฮีย 2 เพลงนี้ชอบมาก โดนมาก ปล่อย 2 เพลงนี้ก่อนเลย ซึ่งพอปล่อยไปก็โดนจริงๆ แต่คนก็คาดหวังจากเพลงตลกแบบนี้จากเราอีก แต่เราก็ต้องเลือกว่าจะไปทางไหน” โอปอล์สรุปความ

ชีวิตในร่มเงาของ RS ทางค่ายขอให้ AC Seven หันมาใช้ชื่อ ‘A Cappella7’ เป็นหลักแทน เพื่อให้ผู้ฟังได้รู้จักแนวเพลงที่อยากนำเสนออย่างชัดเจน พร้อมกันนั้น พวกเขายังถือโอกาสดีปรับปรุงอัลบั้มให้ดีขึ้น เช่น เปลี่ยนเพลง ‘ขอร้อง’ มาเป็นเพลง ‘ดึก’ ผลงานการเขียนของ ปิง-จิระวัฒน์ ตันตรานนท์ เพื่อนร่วมคณะแทน มิกซ์เสียงและทำดนตรีใหม่บางเพลง โดยผู้บริหารของค่ายแทบไม่ได้แทรกแซง

เขาไม่ยุ่งกับเพลงเลย แต่ไม่ถึงกลับปล่อย 100% คือขอแค่เพลงหัวให้เขาสักเพลงหนึ่ง ซึ่งชุดแรกไม่มีปัญหา แต่ชุดหลังๆ ก็เริ่มยากขึ้นมาแล้วโอปอล์เล่าต่อพร้อมเสียงหัวเราะ

A Cappella7 ปกสีเหลือง วางแผงเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ถัดมาจากชุดใต้ดินเกือบครึ่งปี

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า พวกเขาถือเป็นวงอินดี้แรกๆ ของค่าย วิธีนำเสนอจึงอาจดูแตกต่างกับศิลปินอื่น ตั้งแต่ปกอัลบั้มที่ทำออกมาเป็นภาพลายเส้น มีการนำสุนัขพันธุ์ปั๊กชื่อ ‘เจ้าไฉไล’ มาเป็นจุดขายเพื่อให้สอดรับกับเพลงเปิดตัว อย่าง Dog รวมถึงมิวสิกวิดีโอที่ออกมาในรูปแบบ Animation ซึ่งเรื่องน่าตลกคือ ทุกครั้งที่เพลงนี้ออกอากาศ จะต้องโดนดูดเสียงคำว่า ‘แดก’ เสมอ เพราะถือเป็นคำต้องห้ามของทีวียุคนั้น แต่ก็ไม่ได้มีผลให้ความนิยมลดลง ผู้คนยังร้องตามได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

โมเดลนี้ยังถูกใช้ต่อเนื่องมายังเพลงที่ 2 อย่างตุ่ม ซึ่งนำเสนอเป็น Stop Motion มากกว่านั้นพวกเขายังได้เดินสายแคมปัสทัวร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงมีคอนเสิร์ตของตัวเองอย่าง เล็กชิ้นสด ซึ่งจัดร่วมกับ FaT Radio ที่โรงละครโจหลุยส์ เธียร์เตอร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2545

บรรยากาศช่วงนั้นเต็มไปด้วยความสนุก ได้เดินสายไปทั่วประเทศ เจอแฟนเพลง ดีเจตามสถานีวิทยุต่างๆ แน่นอนอาจมีเรื่องขรุขระบ้าง แต่ถือเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน

“ความจริงเราอาจดูไม่ค่อยเข้าพวกกับคนอื่นสักเท่าไหร่ อย่างเวลามี RS Meeting เขาคงไม่รู้จะเอาเราไว้ตรงไหน แต่ถามว่าอยู่ได้ไหมก็โอเค คือแฟนๆ น่าจะมาดู D2B มากกว่า” ทิมเล่าพร้อมหัวเราะ

“ยังจำได้เลยมีวันหนึ่งค่ายให้เราไปโปรโมตสถานีวิทยุที่ต่างจังหวัด พร้อมกับ D2B ปรากฏว่ามีคนมาล้อมรถทุบกระจก คือเขาทุบผิดคัน นึกว่าเป็นรถบิ๊ก-แดน-บีม โคตรฮา” แม็คทบทวนความทรงจำ

“ปกติศิลปินคนอื่นพอลงจากรถ เขาจะมีการ์ดมากันคนที่มากรี๊ด งานแรกๆ ทีมงาน RS เขาคงคิดว่าพวกเราจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอลงจากรถไม่มีใครมาเลย คือ A Cappella7 เดินเข้าออก RS โดยไม่ต้องมีความกังวลเรื่องแฟนเพลง” ทิมคุยต่อ

“แค่นั้นไม่พอ พอเข้า RS โดนแลกบัตร คนอื่นลงรถคันเดียวกันไม่เป็นไร พอถึงผมโดนเรียก นี่กูศิลปินนะโว้ย ราศีไม่จับเลย” เดียร์เรียกเสียงฮาจากทั้งวง

ถึงอย่างนั้นอัลบั้มแรกของพวกเขาก็มียอดขายรวมกันทั้งเทป ซีดี วีซีดี หลักหลายแสนชุด มีเพลงฮิตที่โด่งดังข้ามกาลเวลา ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกินคาดหมาย ดังเช่นที่ต้นพี่ใหญ่ของวงสะท้อนออกมา

ผมว่านี่เป็นจุดสูงสุดของสายงานนะ ได้เป็นนักร้องนักดนตรี ได้เข้าค่าย ได้ออกทีวีพร้อมกันทุกช่อง พวกเราคือยุคสุดท้ายของศิลปินยุคนั้น เพราะอีกสักพัก MP3 ก็เข้ามาแล้ว เราคงหาประสบการณ์แบบนั้นอีกได้ยาก ในฐานะนักดนตรีตัวเล็กๆ จากต่างจังหวัด และได้จับเงินแสนครั้งแรกในชีวิตด้วย

หลังจากนั้นอีกปีเศษ อัลบั้มชุดที่ 2 Big Daddy ก็ตามมา แน่นอนพวกเขายังทำงานกันเองเหมือนเคย หากแต่มีปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่ยากสุดคือ การหาเพลงหัวที่จะเป็นเพลงขาย เพราะต้องยอมรับว่า หลายคนคาดหวังที่จะเห็นเพลงสนุก เพลงตลกจาก A Cappella7 อีกครั้ง

“เมื่อก่อนเราทำกันเอง เราเคาะกันเอง ออกความเห็นกันเอง แต่พอเป็นชุด 2 เราต้องเจอโปรโมเตอร์ ต้องเจออีกหลายคนที่มีความเห็นในสิ่งที่เราทำ ซึ่งตอนนั้นต้องยอมรับว่าวงเรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ยังไม่ตกผลึกพอ เมื่อเจอคอมเมนต์ให้แก้นู่นนี่นั่น หรือทำไมไม่ฮาเหมือน Dog หรือตุ่มเลย ก็ทำให้งานเรายากขึ้นอีกขั้น” ทิมฉายภาพ

“พอมองย้อนกลับไป ชุดแรกเหมือนเรามาด้วยดวง ลงตัวทุกอย่าง แต่พอชุดต่อมาเจอคอมเมนต์เหวี่ยงไปซ้ายทีขวาทีก็มีงงเหมือนกัน ซึ่งต่อมาเมื่อเรามาอยู่ในวงการจริงๆ ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ก็เลยเข้าใจว่าทุกคนเขาคอมเมนต์จากพื้นฐานของเพลงที่ตัวเองฟัง แล้วเอาข้อมูลตรงนั้นกรองส่งกลับมาที่เรา ซึ่งถ้าผมมีประสบการณ์อย่างวันนี้ เราก็อาจจะยืนยันในสิ่งที่ทำมากขึ้น แต่วันนั้นเรายังไม่มี เขาให้แก้เราก็แก้ ไม่เรื่องเยอะ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ A Cappella7 เป็นวงที่ทุกคนใน RS รัก” แม็คช่วยขยายความ

ถึงอย่างนั้น ทุกเพลงที่ออกมาก็กลั่นมาจากความรักและความตั้งใจ โดยในแง่ความเข้นข้นทางดนตรีต้องถือว่ามากขึ้น มีการใช้เทคนิคเพื่อให้ได้เสียงที่หลากหลาย ทดลองทำเพลงฮิปฮอป ใส่บีทบ็อกซ์ลงในบางเพลง รวมทั้งยังได้กลุ่มเพื่อนซี้ ETC.+, หนึ่ง-จักรวาร, ฟอร์ด-สบชัย ไกรยูรเสน รวมถึง ไก่-สุธี แสงเสรีชน เข้ามาช่วยเสริมให้หลายๆ เพลงมีมิติเพิ่มขึ้น

Big Daddy วางแผงในวันที่ 4 ธันวาคม 2546 เปิดตัวด้วยเพลง ‘พ่อใหญ่’ ด้วยเนื้อหาเสียดสีพวกที่ชอบวางก้ามเป็นลูกผู้มีอิทธิพล ก็เลยถูกแบนห้ามออกอากาศทางทีวี แล้วก็ยังมีเพลง ‘ตด’ ซึ่งคล้ายๆ เป็นภาคต่อของตุ่ม โดยตั้งใจหยอกเย้าสาวๆ ที่มักเขินอายเวลาพูดถึงเรื่องตด แต่ก็มีบางสื่อมองว่าเนื้อหานั้นฟังแล้วหยะแหยงไปสักหน่อย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเพลงที่น่าสนใจแบบ รอยตีนกา, ผู้ชายก็ร้องไห้เป็น, รอ, ฟ้า รวมถึงเพลง A Cappella หนักๆ แบบ ‘ขอร้อง’ ซึ่งเคยถูกคัดออกไปในชุดแรกที่ทำกับ RS ก็หวนกลับมาในชุดนี้

Big Daddy เจออาถรรพ์ชุดที่ 2 แถมยังมีปัญหาแผ่นประเทือง แผ่น Vampire เข้ามาสมทบ ส่งให้ยอดขายลดลงฮวบฮาบจากหลักแสนเหลือหลักหมื่น แต่ในมุมของนักวิจารณ์ต้องถือว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ ยืนยันได้จากการคว้ารางวัล Season Awards ถึง 2 รางวัล ในสาขาศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม และอัลบั้มยอดเยี่ยม หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกเคยได้แค่เข้าชิงเท่านั้น

ถัดมาอีกปีเศษ ก็มาถึงอัลบั้มชุดที่ 3 Mouth2Mouth ซึ่งเปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่าง 2 ชุดแรก คือเพลงจะมีสีสัน หลากหลายมากกว่าชุด 1 แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงเหมือนชุดที่ 2 โดยยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็นวงประสานเสียงไว้เช่นเคย แต่สอดแทรกด้วยความเป็นบอสซาโนวา เร็กเกและลูกทุ่ง เปิดตัวด้วยเพลงเรียนไม่เก่ง ตามมาด้วย ปี 1-2-3, ผมรักคุณ และกลัวใจ ซึ่งถือเป็นอีกผลงานคลาสสิกของพวกเขา

หากวัดความสำเร็จด้วยยอดขาย คงต้องยอมรับว่าชุดที่ 3 ซึ่งวางแผงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 นั้นอยู่ห่างไกลมาก และทำให้ทั้ง 5 หนุ่มเริ่มหมดสนุกกับหน้าที่ศิลปิน

“เราเริ่มเหนื่อย เริ่มคุยแล้วไม่ถูกชะตา บวกกับหลายๆ ปัจจัย ช่วงนั้นก็เริ่มมีเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เช่น ทิมต้องไปทำอาชีพอื่น พี่โอปอล์ก็มีแพลนจะกลับเชียงใหม่ จะไปแต่งงาน แล้วเราทำมา 3 ชุด ก็เหมือนว่างานนี้จะไม่สามารถเลี้ยงชีพได้จริงๆ” แม็คอธิบาย

“อีกอย่างที่เราขาดคือคนที่จะมาดูภาพรวม ความจริงเราอยากได้โปรดิวเซอร์นะ แต่ไม่มีใครยอมมาเป็นให้ เขาคิดว่าเราเก่งกันแล้ว ทำเองเถอะ” โอปอล์เล่าต่อ

“ถ้าย้อนเวลาได้ เราอยากได้คนที่รู้ว่าต้องทำอะไร ไม่ต้องทำเพลงก็ได้ แค่เดินมาบอกว่าทำแนวนี้สิ ทำอันนี้สิ มองตลาดเป็นว่าเวลานี้ควรทำอะไร เหมือนฝรั่งเขามี Manager เก่งๆ แบบนี้เวิร์กแน่นอน แต่พอเราขอโปรดิวเซอร์ไป เขาก็จะคิดว่า A Cappella นี่มันยากกว่ากูทำดนตรีปกติอีก จะไปช่วยอะไรมึงได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามใหม่ ไปบอกเขาว่าอยากได้ผู้จัดการเก่งๆ มาช่วยวางแนวทางพัฒนาวง เขาอาจหาคนแบบนั้นให้เราได้” แม็คสรุป

หลังจากตกผลึกร่วมกัน ในที่สุดพวกเขาจึงเดินเข้าไปบอกกับผู้ใหญ่ตรงๆ ว่าขอยกเลิกสัญญา แม้เวลานั้น RS จะเตรียมค่ามาสเตอร์สำหรับชุดที่ 4 ไว้ให้แล้วก็ตาม จากนั้นสมาชิกแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง

ต้นเรียนต่อปริญญาโท และมาเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่เชียงราย โอปอล์ย้ายกลับมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะอยากมีลูกและต้องการให้ลูกเติบโตที่นี่ เดียร์ยังวนเวียนอยู่กับการร้องเพลง งานคอรัสและงานเบื้องหลัง ขณะที่แม็คหันมาจริงจังกับการแต่งเพลงก่อนจะขยับไปสู่การเป็นโปรดิวเซอร์ จะมีแต่ทิมที่เปลี่ยนสายอาชีพไปทำงานสายการบินแทน

กระทั่งเดือนมกราคม 2551 พวกเขาก็กลับมารวมตัวอีกครั้ง ในโปรเจ็กต์ Love Maker by am:pm ซึ่งเป็นอัลบั้มรวบรวมงานเพลงของแม็คกับปิง โดยตอนแรกอัลบั้มนี้มีแผนจะทำกับค่ายใบตอง เรคคอร์ด ของ อ้อม-ชุมพล สุปัญโญ แต่เวลานั้นอ้อมลาออกจากค่ายใหญ่แถวอโศก ทำให้โครงการนี้ชะงัก แม็คจึงตัดสินใจขออนุญาตนำมาสเตอร์ไปเสนอกับ RS ซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนพอฟังเพลงแล้วก็ชอบ และคิดว่าควรจะมีเพลงสำหรับ A Cappella7 ด้วย จนเป็นที่มาของเพลง ‘ทั้งทั้งที่รู้’

“เป็นงานเฉพาะกิจมาก คนอยู่ต่างจังหวัดยังต้องมา ทิมก็ต้องลางานมาถ่ายปก มาอัดเสียง แล้วก็โชคดีที่เขาเลือกไปโปรโมตเป็นเพลงที่ 2 ต่อจากสายลม แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าจะกลับมานะ เพราะทุกคนก็มีงานของตัวเองเต็มมืออยู่แล้ว แล้ววงเราก็ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่กดปุ๊บแล้วตรงเลย พอไม่ได้ซ้อมนานๆ ก็เละได้เหมือนกัน” เจ้าของโปรเจ็กต์กล่าว

“จริงๆ เราก็มีงานจ้างอยู่บ้าง แต่ว่าพอแสดงเสร็จแล้ว รู้ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โชว์ไปก็อายเขา เพราะเรามีเวลาซ้อมอย่างมากก็แค่ 1-2 วัน” โอปอล์ช่วยเสริม

ด้วยภารกิจที่รัดตัว โอกาสที่จะมาเจอกันมีน้อยมาก ทำให้ หลังจากนั้น A Cappella7 ก็ค่อยๆ เริ่มรับงานน้อยลงไปเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือ ปิดฉากบทที่ 1 ของวงดนตรีที่เคยสร้างสีสันให้วงการเพลงไทยลงไปอย่างเงียบเชียบ

ในช่วงอายุของเรา เราเห็นคนป่วยคนเสียชีวิตหลายคนแล้ว เราแค่อยากมาเจอเพื่อนๆ เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นอะไรเมื่อไร เราอยากร้องเพลงเล่นกันอีกสักครั้ง

A Cappella7 : มิตรภาพแห่งเสียงเพลงสู่การกลับมาของตัวโน้ตทั้ง 5

A Cappella7 Chapter#2

หลังจากห่างหายไปนานนับสิบปี A Cappella7 ก็กลับมารวมตัวอีกครั้ง

การนัดหมายกันครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 พวกเขาคิดแค่ว่าอยากเจอกันแบบสนุกๆ ต้นถึงขั้นหยุดสอนไป 2 วัน แล้วก็ชวนโอปอล์นั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่ มาร้องเพลงด้วยกันที่บ้านของทิม พร้อมกับไลฟ์เฟซบุ๊คให้แฟนๆ ที่ติดตามมาตลอดหายคิดถึง 

“บางทีเหมือนเป็นเซนส์ คือเราพออายุมากขึ้น ผ่านโลกมาเยอะ เราจะรู้ว่าถึงเวลาแล้ว เหมือนกับจิตจะสื่อถึงกัน เพราะก่อนหน้านั้นก็เคยพยายามจะรวมตัว แต่จิตยังไม่สื่อสักที” ต้นเปิดฉากเล่า

“ในช่วงอายุของเรา เราเห็นคนป่วยคนเสียชีวิตหลายคนแล้ว เราแค่อยากมาเจอเพื่อนๆ เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นอะไรเมื่อไร เราอยากร้องเพลงเล่นกันอีกสักครั้ง ซึ่งพอมันได้มาเจอจริงๆ ก็ดีใจ วันนั้นซ้อมเพลง Dog กัน แล้วพอทุกคน ฮูววว ขึ้นมา ความรู้สึกเดิมๆ ก็กลับมาเลย น้ำตาจะไหล พยายามกลั้นน้ำตา ร้องให้จบเพลง” โอปอล์กล่าวต่อ

“คือเราฟังในเทปในซีดีก็โอเคใช่ไหม แต่พอเรามาซ้อมจริงๆ มีเสียงมนุษย์หลายๆ เสียง ผมรู้สึกว่าร้องดีจัง เพราะจัง เป็นแบบที่หาไม่ได้จากในเทปหรือการเปิดจากลำโพง เรารู้สึกว่าเติมเต็ม เป็น Feel ที่ไม่ได้เกิดขึ้นนานมาก” เดียร์เล่าบ้าง

การไลฟ์กว่าชั่วโมงได้เสียงตอบรับที่ดีมาก มีแฟนมาให้กำลังใจเต็มไปหมด เป็นเครื่องยืนยันว่าทุกคนยังไม่ลืมเลือนวงดนตรีในตำนานนี้ หลังจากนั้นพวกเขาก็ถือโอกาสดี คัฟเวอร์เพลง Love Never Felt So Good ของ Michael Jackson โดยยังไม่มีแผนจะต่อยอดใดๆ ทั้งสิ้น

กระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนๆ วง ETC. ก็มาชักชวนให้ A Cappella7 มาขึ้นคอนเสิร์ต ETC. ชวนมาชิลล์ EP.5 ที่เขาใหญ่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 พวกเขาจึงกลับมาซ้อมแบบจริงจังอีกครั้ง

ถึงคราวนี้จะเป็นการซ้อมแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Jamulus แต่น่าแปลกที่ยิ่งซ้อมก็ยิ่งมั่นใจ เหมือนกับว่าเวลาที่หายไป แต่ละคนไปบ่มเพาะความสามารถของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

อาจจะดูโม้ไปหน่อย แต่ผมเคยคุยกับโซ่ว่า พวกกูร้องเข้ากันแบบสมัยก่อนเป๊ะเลยว่ะ งงมาก แล้วโซ่ก็พูดมาคำหนึ่งว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีวงแบบนี้เกิดขึ้น ก็เพราะมันยากไง ซึ่งพอผมมองในฐานะโปรดิวเซอร์ ผมเคยพยายามปั้นวง A Cappella เหมือนกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือบางวงร้องได้ดี แต่อาจจะไม่ได้อยากทำเพลง A Cappella เป็นหลัก หรือบางครั้งเวลาที่ต้องการทำ Arrangement ที่มีการเปลี่ยนคีย์สลับไปมาในเพลง การที่จะร้องได้ แค่จำอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นคนที่อย่างน้อยได้เรียน Ear Training มา ต้องเข้าใจ Harmony พอสมควร และสำคัญเลย ทุกคนในวงต้องมีทักษะนี้ในระดับใกล้เคียงกันด้วย ซึ่งวงเราทุกคนจบดนตรี เรียน Ear Training เราเรียน Harmony กันมา เรามีทุกอย่างที่เป็นทักษะในการร้อง A Cappella  และพอคนนอกอย่างโซ่ที่เป็นเพื่อนมองเข้ามา ผมก็เลยคิดว่า เออจริงแฮะ แล้วโซ่ก็บอกว่า มึงทำเถอะ กูโคตรอยากฟังเพลง A Cappella เลย แต่ไม่มีให้ฟัง มันน่าเสียดายถ้ามึงจะเลิก ผมก็คิดว่า ถ้าอย่างนั้นลองดูก็ได้ แม็คเล่าถึงการกลับมา

 

การหวนคืนเวทีของ A Cappella7 ทำให้ชื่อของวงกลับมาเป็นที่พูดถึง หลายเพลงในคอนเสิร์ตมียอดรับชมหลักแสนครั้ง ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาย้อนเรื่องราวในวันวาน และหลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มรับงานมากขึ้น ตั้งแต่ Poy Festival รวมถึงการจัด Fan Meet EP.1 ที่ถิ่นเก่า มหาวิทยาลัยพายัพ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ชนกับงาน B.Day After Party แต่ปรากฏว่า บัตรจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว

“มันแปลกมากเลย เหมือนมีเหตุผลให้ต้องทำ คือปกติผมจะกลับเชียงใหม่ทุกปี แต่ปีนี้อยู่นานกว่าเดิม ก็เลยคุยกับพี่โอปอล์ว่าอยากจัดคอนเสิร์ตที่นี่ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็ลองช่วยกันรัน 2 คน และพอถามเพื่อนๆ ทุกคนก็มากันได้ เราก็เลยเปิดขายบัตร ขายโดยไม่มีสปอนเซอร์ ถ้าขายไม่หมดก็เจ๊งนะ แต่ในที่สุดบัตรก็เต็ม และพอมันเดินก้าวแรกได้แล้ว ก็เริ่มมีก้าวที่ 2-3-4 ตามมา” แม็คอธิบายต่อ

“เขาเรียกว่าเป็นคุณสมบัติของวงที่จะกลับมาดัง” ต้นเรียกเสียงฮาจากทั้งวง

จากนั้น A Cappella7 ก็ได้รับโอกาสดีจากพี่ๆ ซึ่งเป็นทีมงาน RS เก่ามาชวนจัด Fan Meet EP.1.2 ที่เมืองหลวง ซึ่งก็มีแฟนเพลงมาร่วมสนุกเล่นเกมตอบคำถามกันล้นหลาม จนบัตรเกลี้ยงภายในไม่กี่ชั่วโมง

ในคอนเสิร์ตครั้งนั้น พวกเขาขนทั้งเพลงฮิต และเพลงพิเศษที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อนมาเสิร์ฟผู้ฟังอย่างเต็มอิ่ม แถมยังมีเพื่อนฝูงและศิลปินที่มี A Cappella7 เป็นแรงบันดาลใจมาคอยเชียร์อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ถือเป็นภาพประทับใจอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้วงที่เคยหยุดพักไปนานอยากเดินหน้าอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ต รวมไปถึงการทำผลงานใหม่ๆ เพื่อเป็นคำขอบคุณในน้ำใจที่ทุกคนมอบให้

ถึงวันนี้คงไม่มีใครรู้ว่า ปลายทางของ A Cappella7 Chapter#2 จะลงเอยที่ตรงไหน แต่สำหรับตัวโน้ตทั้ง 5 แล้ว เป้าหมายของวงดนตรีนี้ไม่ใช่เงินทองหรือความสำเร็จอีกต่อไป แต่เป็นความสุขที่ได้บรรเลงเสียงเพลงที่รักด้วยกัน เหมือนดังเช่นมิตรภาพของพวกเขาที่เหนียวแน่นและยืนยาวตลอดมา

ภาพและข้อมูลประกอบการเขียน

  • ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก A Cappella7

<< แชร์บทความนี้

RELATED POSTS
LATEST

Keep In Touch

COPYRIGHT © 2021 WWW.THENORMALHERO.CO.  ALL RIGHTS RESERVED.