ย้อนกลับไปเมื่อปี 2539 ต้า สอง และโน้ต เด็กหนุ่ม 3 คน จากรั้วจามจุรี นำเดโม่ของตัวเองมายื่นให้กับค่ายเพลงอินดี้ชื่อดัง Eastern Sky Records ต้นสังกัดของวงพราว
โชคดีที่เพลงของพวกเขาดันตรงใจ พี่แก๊ป T-Bone ซึ่งรับอาสาเป็นโปรดิวเซอร์ จนเกิดเป็นอัลบั้มแรกที่มีเพลงสุดประหลาด อย่าง ไก่, นักมายากล, โรตีที่รัก และ แกงเผ็ดเป็ดย่าง
แต่เรื่องที่ดูเป็นปัญหามากกว่า กลับกลายเป็นชื่อวง เพราะผู้บริหารต่างเห็นพ้องว่า ยังไงก็ปล่อยให้ชื่อ ‘หอยจ๊อ’ ออกไปไม่ได้
ในห้องประชุมใหญ่ ทั้งศิลปินและทีมงานต่างจ้องหน้ากัน เพราะไม่รู้ว่าควรใช้ชื่ออะไร พอดีบนโต๊ะมีหนังสือวิทยาศาสตร์รวมศัพท์เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเล่มหนึ่งวางอยู่ ก็เลยมีผู้เสนอให้มือเบสลองมั่วเปิดสักหน้าแล้วก็จิ้มลงไปที่สักคำในหนังสือ ถ้าโดนคำไหนก็ใช้คำนั้นไปเลย
เหมือนชะตาลิขิต นิ้วดันไปโดนคำว่า Paradox พอดี จังหวะนั้นทีมงานต่างยิ้มออก ตบโต๊ะดังฉาด และบอกว่า ชื่อนี่แหละใช่เลย! เพราะสมาชิกวงต่างดูเรียบร้อย เหมือนเด็กเนิร์ด แต่ดันเล่นเพลงบ้าๆ แปลกๆ ห่ามๆ ทิ้งให้ศิลปินกลับบ้านแบบงงๆ พร้อมความรู้สึกว่า ทำไมชื่อวงถึงเหมือนนกโพระดกจังเลย
ผ่านมาหลายสิบปี ใครจะคิดว่า พวกเขายังโลดแล่นอยู่ท่ามกลางความย้อนแย้ง ตั้งแต่ตัวเพลงที่หลากหลาย รวมถึงแฟนเพลงที่มีตั้งแต่เด็กประถมยันผู้อำนวยการโรงเรียน ยิ่งกว่านั้นยังสามารถหยัดยืนเล่นกับวงรุ่นเดียวกัน หรือวงรุ่นหลานได้โดยไม่ขัดเขิน ซึ่งมีน้อยวงนักที่จะทำได้แบบนี้
ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีนัดหมาย 2 สมาชิกผู้ก่อตั้งวง Paradox อย่าง ต้า–อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา นักร้องนำและมือกีตาร์ กับ สอง–จักรพงศ์ สิริริน มือเบส มาพูดถึงการทำงานที่บอกได้คำเดียวว่า ‘มาไกลเกินคิด’
คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า ต้ากับสอง คือ แฟนคลับรุ่นบุกเบิกของ Moderndog วงดนตรีหมาทันสมัย
แม้จะเรียนไม่ทันกัน เพราะช่วงที่ต้ากับสองเข้าเรียนที่ครุศิลป์ จุฬาฯ เป็นเวลาเดียวกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน นักร้องนำของวงเรียนจบพอดี แต่ด้วยความที่ป๊อดมักแวะเวียนกลับมานั่งเล่นที่ใต้ถุนคณะอยู่เสมอ ทำให้ทั้งหมดคุ้นเคยกันโดยปริยาย
“เราไม่ได้เป็นแค่แฟนคลับ แต่ยังเป็นหน้าม้า เป็นหัวคะแนนด้วย ไม่ได้อยากจะเยินยอตัวเอง เวลาไปไหน เจอเพื่อนต่างจังหวัด ก็พยายามไปกรอกหูเพื่อน อันนี้ดีซื้อซิ วิ่งไปซื้อเลย” ต้าบอก
“เทป Rare ของหายากมีหมด วงเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็ตามไปดู โปสเตอร์ไปติดแถวสยามก็เก็บไว้หมด แล้วผมกับแก๊งเพื่อนยังไปช่วยแปะสติ๊กเกอร์ที่ปกอัลบั้มแรกของ Moderndog ด้วย” สองว่าตาม
อย่างเวลาไปซ้อมดนตรี ต้ากับสองก็จะเล่นวนเวียนแต่เพลงบุษบา ก่อน และมานี บางครั้งอาจมีเล่นเพลงกะลาบ้าง แต่มักล่มกลางทางเสียเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนทั้งคู่ไม่ได้อยากเป็นเหมือน Moderndog แต่พี่ๆ เหล่านี้ได้จุดประกายให้พวกเขารู้สึกฮึกเหิมอยากสร้างผลงานที่เป็นของตัวเองบ้าง
“Moderndog กรุยทางเดินหน้าพวกเราไป 3-4 ก้าวเสมอ เพลงของพวกพี่ก็เป็นเหมือนแบตเตอรี่ของไอเดีย เพราะเขากล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ ทั้งเรื่องที่พูดในเพลง หรือ Sound Design ที่กล้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอ ถือเป็นแรงบันดาลใจที่สามารถเก็บมาใช้งานได้ถึงทุกวันนี้” นักร้องนำขยายความ
เพราะฉะนั้นถึงดนตรีและวิธีการสร้างสรรค์งานของ Moderndog กับ Paradox อาจไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่จุดหนึ่งที่ทั้งสองวงมีร่วมกัน คือ ความเป็นตัวของตัวเอง
อย่างใน Lunatic Planet อัลบั้มแรกของพวกเขาคือบทพิสูจน์ที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี เพราะถึงไม่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้ แต่ก็สะท้อนถึงความกล้าแบบแปลกๆ ในการถ่ายทอดมุมมองความคิด ที่มีต่อโลกรอบตัว ทั้งธรรมชาติ ความรัก โดยไม่เกรงใจใคร ไม่แปลกเลยว่า เหตุใดบทเพลงในผลงานชุดนี้ถึงสามารถก้าวข้ามกาลเวลา และเข้ามาอยู่ในใจแฟนเพลงไม่ว่ายุคไหนก็ตาม
หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง Eastern Sky Records ปิดตัวลง Paradox กลายเป็นศิลปินไร้สังกัดทันที แต่ต้ากับสองก็ยังคงจับมือทำเพลงต่อไป
ทั้งคู่ตั้งใจว่า ทุกช่วงฤดูร้อนจะมารวมตัวกับแก๊งเพื่อนทำอัลบั้มใต้ดินขายกันเองแบบสนุกๆ โดยยังไม่มีแผนว่าจะจริงจังกับเส้นทางสายดนตรีหรือไม่ จนเกิดเป็นอัลบั้ม แมลงวันเสปน, Paradox And My Friends และแค้นผีนรก แต่โชคชะตาก็ได้ลิขิตโอกาสครั้งใหม่ เมื่อ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม มาชวนให้ทำเพลงในอัลบั้ม Intro2000 โปรเจ็กต์รวม 10 ศิลปินหน้าใหม่ของ Genie Records
อาจเพราะวางตัวเป็นอัลเทอร์เนทีฟเต็มรูปแบบ บวกกับความแหวกแนวของตัวเพลง ทำให้ ‘ท่ามกลาง’ ถูกบรรจุอยู่หน้า B แถมไม่ได้รับการโปรโมตใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้ากับสองคิดไว้อยู่แล้ว
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ หลังสำรวจความนิยมปรากฏว่า เพลงนี้ได้เสียงโหวตเป็นอันดับ 1 อย่างเหลือเชื่อ กลายเป็นสะพานเชื่อมให้ทั้งคู่ได้ทำอัลบั้มกับค่ายยักษ์ใหญ่ในแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่มีใครมาจำกัดไอเดีย
“จริงๆ ตอนทำ Lunatic Planet เรามีคอนเซปต์อยู่แล้วว่าจะเล่นดนตรีแบบไหน และพอเพลงท่ามกลางสำเร็จ ทุกคนก็ยิ่งเข้าใจง่ายขึ้น รู้ว่าทำแบบนี้มีกลุ่มคนฟังอยู่ จะเรียกว่าค่ายปล่อยไหม ผมว่าเขาเข้าใจมากกว่าแล้วก็ให้เราลุยเต็มที่ อยากเล่าอะไรก็เล่าไปเลย” สองอธิบาย
จากวันนั้น Paradox สร้างผลงานแล้วนับไม่ถ้วน จากอัลบั้ม Summer ที่มีเพลงโปรโมตอย่าง น้องเปิ้ล กับ LOVE และเพลงอมตะขวัญใจวัยรุ่นไทยอย่าง ฤดูร้อน เรื่อยมาจนถึงอัลบั้ม On The Rainbow, Free Style, X (Ten Years After), Daydreamer, Before Sunrise After Sunset และ Eternity / Infinity มีเพลงครอบคลุมแนวเพลงทุกประเภท ตั้งแต่เพลงรักใสๆ เพลงสุดโหด เพลงเฮฮา เพลงคึกคะนอง เพลงเพื่อชีวิต บางเพลงเซนซิทีฟ ถึงขั้นลงสตรีมมิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เรามีไอเดียประหลาดเยอะ อย่างก่อนหน้านี้มีเพลงชื่อ หลุมศพปลาวาฬ ซึ่งก็สุดโต่งเหมือนกัน เพราะสมัยก่อนคนชอบแซวว่า ฟังเนื้อไม่รู้เรื่อง ร้องอะไรก็ไม่รู้ ผมก็เลยรู้สึกว่าน่าสนใจ จึงลองเอาเนื้อที่ไม่รู้เรื่อง มาวางเป็นเนื้อเพลง คล้ายๆ เหมือนเราดูภาพ Abstract เป็นนามธรรมแล้วให้คนตีความไปเองว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร โดยโครงสร้างของประโยคจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง เช่น ความตายคือจุดเริ่มต้น ฟันปลอมแท้ ซึ่งคนก็ตีความต่างๆ นานา เรารู้สึกสนุกมาก” ต้ายกตัวอย่าง
อย่างซิงเกิลล่าสุด ที่ชื่อ ‘คิดถึง…ไม่ไหว’ ต้าก็ทดลองทำแบบซินธ์ป๊อปอินดี้ ที่กำลังนิยมในเวลานี้ กลายเป็นเพลงที่ทำให้วัยรุ่นรู้จัก Paradox เพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีลูกเล่นใหม่ๆ ที่แวบเข้ามาในสมองตลอดเวลา ต่อให้หลายครั้ง กว่าจะเห็นผลลัพธ์อาจต้องใช้เวลานานหลายปีก็ไม่เป็นไร
“ทุกครั้งที่จะมีซิงเกิลใหม่ ก็จะให้พี่สองดูดวงเปิดไพ่ว่าเป็นยังไง ซึ่งเขาก็ฟังธงว่าดังทุกเพลง แต่ลืมดูเรื่องเวลาว่าจะรุ่งปีไหน บางเพลงก็นาน 7-8 ปีเลย”
โดยไอเดียในการทำอัลบั้มแต่ละชุดนั้นจะมาจาก สอง เป็นหลัก ที่พอเห็นว่าได้ฤกษ์ยามที่เหมาะสม เขาก็จะคิดคอนเซปต์ขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วก็ไปถ่ายทอดให้ต้าฟัง จากนั้นต้าก็กลับไปดูเดโมที่แต่งเก็บไว้ว่า มีเพลงไหนที่เข้ากับไอเดียที่สองเสนอบ้างหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพบว่ามีน้อยมาก เช่น สองอยากนำเสนอเรื่อง Sci-Fi เพลงแรงๆ มันๆ แต่ต้าก็มักจะมีแต่เพลงช้า เพลงใส เพลงอะคูสติก
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสุดท้ายแล้ว Paradox ก็จะปล่อยให้วัตถุดิบเป็นตัวกำหนด มีเพลงอย่างไรก็ปล่อยไปตามนั้น แล้วค่อยๆ ไปบิดคอนเซ็ปต์ตามหรือทำเพลงเพิ่มเข้ามาอีกที โดยมีอีก 2 สมาชิกคือ บิ๊ก-ขจัดภัย กาญจนาภา มือกีตาร์ กับ โจอี้-เสรฐพร กฤดากร ณ อยุธยา มือกลอง เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์
“จริงๆ ต้าทำงานตลอดเวลา มีเดโม่ มีไอเดียเก็บไว้ เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง แต่เมื่อคิดว่าจะลงมือทำ หรือเรียบเรียงแล้ว ก็อาจจะมีเพลงงอกขึ้นมา หรือกรณีที่ซีดีหรือแผ่นเสียงยังมีที่ว่าง และยังไม่ถึงเวลาต้องส่งมาสเตอร์ ก็อาจจะมีเพลงพิเศษ ก็เกิดขึ้นแบบฉับพลันเสริมเข้าไปอีก” สองอธิบาย
“ตัวที่หยอดเพิ่มนี่แหละที่สร้างคอนเซ็ปต์ให้กับอัลบั้มจริงๆ สมมติชุดนี้คอนเซ็ปต์ Sci-Fi โทนอวกาศ แต่เกิดมีแต่เพลงปกติ พวกเพลงงอกที่คิดมาหลังจากนั้นนี่แหละที่จะมาช่วยคลุมท็อปปิง ทำให้โทนออกมาใกล้เคียง แต่เราจะไม่พยายามไปแตะเพลงที่มีอยู่ เช่นเป็นเพลงรัก แล้วบิดเป็นอวกาศ แบบนั้นไม่เคยทำ” ต้าขยายความ
ความเก๋าประสบการณ์บวกกับไอเดียที่ยังสดใหม่ตลอดเวลา กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เพลงของ Paradox ผสมผสานกับวงดนตรีรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องได้ลงตัว และยังเป็นศิลปินเพียงไม่กี่วงที่ยังสามารถผลิตงานเป็นอัลบั้มได้ แถมบางครั้งบางชุดยังมีเพลงร่วม 50 เพลงอีกต่างหาก
สำหรับพวกเขาแล้วนี่เป็นรางวัลของการทำงาน เพราะอัลบั้มแต่ละชุดก็เปรียบเสมือนหลักไมล์ของชีวิต ที่บันทึกเรื่องราว ความทรงจำ และการทดลองที่ไม่เคยสิ้นสุด ให้คงอยู่ตลอดไป
เราเอาความไม่ขาย มาเป็นจุดขาย และทำให้เรายังคงเดินหน้าทำเพลง เล่นโชว์นู่นนี่ โดยไม่เคยรู้สึกอิ่มตัว
แม้อายุของ Paradox จะล่วงเลยเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 แต่ในมุมของสองผู้ก่อตั้ง ยังคงรู้สึกว่า วงของตัวเองไม่ต่างจากวงหน้าใหม่ที่พร้อมสนุกไปกับผู้ฟังทุกคน
ทุกวันนี้พวกเขาแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือภาคดนตรี และภาคการแสดง ในส่วนภาคดนตรี อย่างการคัดเลือกเพลงที่จะไปแสดงตามคอนเสิร์ตต่างๆ เป็นความรับผิดชอบของต้า ส่วนเรื่องโชว์บนเวทีเป็นหน้าที่ของสอง ซึ่งโจทย์ใหญ่ที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ Paradox ยังคงกลมกลืนได้กับทุกงานทุกสภาพแวดล้อม โดยไม่กลายเป็นวงลุงตกยุคไปเสียก่อน
การแสดงแต่ละครั้ง Paradox จะเล่นประมาณ 25 เพลง ซึ่งคัดมาจากเพลงที่เล่นหมุนเวียนกัน 50-60 เพลง ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเก่าที่คนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แทรกด้วยเพลงใหม่ที่วงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักสัก 4-5 เพลง โดยก่อนขึ้นเวที ต้าจะพยายามวิเคราะห์ว่า กลุ่มผู้ชมเป็นแบบไหน และเพลงที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ก็มักนิยมเป็นเพลงสายลึก อย่าง ปีศาจ หลุมศพปลาวาฬ ทาส นักมายากล ไฟ แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป ก็อาจจะเล่นเพลงเบาๆ ที่ฟังง่ายสักหน่อย หรือบางครั้งก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามหน้างานตามความเหมาะสม
อย่างครั้งหนึ่งพวกเขาเคยไปแสดงที่ตลาดนัดอินดี้ โดยเข้าใจไปเองว่า ผู้ชมน่าจะเป็นวัยรุ่น แต่ปรากฏว่า เป็นคุณป้าจูงลูกเด็กเล็กแดงมาดู ซึ่งไม่น่าจะรู้จักเพลงของ Paradox แน่นอนก็เลยต้องเปลี่ยนหน้างานทันที มาเล่นเพลงแบบ บอลลูน, Sexy, Love หรือเธอที่รักแทน เช่นเดียวกับงานสงกรานต์ หากเล่นเพลงประหลาดมาก ผู้ชมก็คงไม่อยากมีส่วนร่วม ต้องเน้นเพลงแมสที่ทุกคนกระโดดไปได้พร้อมกัน
“เวลาทัวร์คอนเสิร์ต หรือเล่นตาม Festival ต่างๆ เรามักจะไปถูกหยอดไว้ในกลุ่มต่างๆ ที่ผิดที่ผิดทางสำหรับตัวเอง เช่นโดนหยอดไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มศิลปินลูกทุ่ง หรือกลุ่ม Indy Pop ซึ่งเน้นยืนดู เราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ แต่ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งช่วงแรกๆ คนดูเขาตกใจเวลาเราสาดน้ำ หรือโยนของหรือร้องเพลงที่โหวกเหวกโวยวาย แต่สักพักเขาจะรู้สึกสนุกแล้ว ว้าว กลายเป็นโดดเด้งขึ้นมาเฉยเลย ก็เลยเป็นทฤษฎีว่า ยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องไปตามกระแสก็ยังได้” ต้าอธิบาย
ข้อดีหนึ่งของวัยรุ่นไทยยุคนี้ คือพร้อมเปิดใจทดลองฟัง บวกกับภาพลักษณ์ของวงที่ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือน Paradox เป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยแฟนคลับของพวกเขามีตั้งแต่เด็กประถม จนถึงรุ่นใหญ่อายุใกล้เกษียณที่ตามมาตั้งแต่สมัยเพลงไก่ และนักมายากล
“เวลาไปเล่นแคมปัส บางทีผู้อำนวยการเขาเป็นรุ่นน้องที่คณะ เขาเห็นเรายังเรียกว่าพี่ต้า พี่สองอยู่เลย แต่นักเรียนกลับมีอารมณ์ร่วมไปกับเรา เวลาเล่นเพลง Suckseed บางคนจะกระโดดขึ้นมาขี่หลังอยู่แล้ว คือเขาไม่ได้รู้สึกว่าเราห่างกัน” สองเล่าต่อ
“สิ่งเหล่านี้ทำให้วงเราเหมือนวงหน้าใหม่เสมอ และความใหม่นี่เองช่วยกระตุ้นถึงความสนุกที่ไม่น่าเบื่อ เหมือนยังวิ่งเต้นอยู่ตลอด เชื่อไหมทุกวันนี้เวลาขึ้นเวที ยังรู้สึกล่กอยู่เลย” ต้าเสริม
การไม่ยึดติดกับสูตรสำเร็จใดๆ และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ ทำให้ Paradox กลายเป็นวงดนตรีที่อยู่ร่วมเวทีกับวงดนตรีทุกแบบ ตั้งแต่วงร็อกระดับตำนาน วงอินดี้รุ่นใหม่ หรือวง T-POP ที่กำลังโด่งดัง ได้แนบแน่นเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน จนหลายคนอดแปลกใจไม่ได้
“เราอยู่ได้ด้วยความมหัศจรรย์จริงๆ คือไม่ได้เป็นเพลงฮิตติดกระแสเลย สังเกตได้เลย ถ้าตัดเพลงฤดูร้อนออก ผมไม่เคยได้ยินเพลงตัวเองที่อยู่ในผับเลย อย่าง Suckseed หรือรุ้ง ที่ชอบกันก็ไม่เคยเห็นผับไหนเล่นเพลงนี้เลย ซึ่งแปลกมาก คือเราไม่ได้เป็นวงที่มีกระแส แต่ว่าเวลาไปเล่นมันกลับมีคนมาดูต่อเนื่อง เหมือนกับว่าเราเอาความไม่ขาย มาเป็นจุดขาย และทำให้เรายังคงเดินหน้าทำเพลง เล่นโชว์นู่นนี่ โดยไม่เคยรู้สึกอิ่มตัว ต่อให้ต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพลงถึงจะดังก็ตาม” ต้าเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
และนี่คือเรื่องราวของวงดนตรีแห่งความย้อนแย้งที่สามารถสร้างผลงานเหนือข้อจำกัดของกาลเวลาและยุคสมัยอย่างแท้จริง
ช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดของ เบิร์ด-ธงไชย นักร้องเบอร์หนึ่งในเมืองไทย ก่อนจะฟื้นกลับมาได้ด้วยอัลบั้ม บูมเมอแรง
เบื้องหลังความคิดของโปรดิวเซอร์แห่งเรียลริตี 24 ชั่วโมงรายการแรกของเมืองไทย เวทีนักล่าฝันที่สร้างคนคุณภาพสู่วงการบันเทิงไทย
น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติ ผู้จุดประกายให้คนไทย เห็นความสำคัญและช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะไทย
ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง จนสามารถก้าวข้ามคำดูถูกเหยียดหยามได้สำเร็จ
โจ้ Pause นักร้องเสียงมหัศจรรย์ ศิลปินผู้เป็นตำนานและแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลัง
วงดนตรีร็อก ผู้จุดกระแสยามฟีเวอร์ และยังคงครองความนิยมมาตลอด 20 กว่าปี
พิธีกรสารคดีคนดังแห่ง BBC ผู้จุดประกายให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
Paradox หนึ่งในวงดนตรีจากยุคอัลเทอเนทีฟ ที่ยังคงครองใจผู้ฟังมาตลอด 30 กว่าปีโดยไม่เคยเสื่อมคลาย
‘ช้างกูอยู่ไหน’ ประโยคที่เคยสั่นสะท้านวงการหนังไทย สร้างปรากฏการณ์ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง พร้อมจุดกระแสมวยไทยให้โด่งดัง พร้อมปลุกปั้น ‘Tony Jaa’ จนกลายแถวหน้าของนักแสดงหนังบู๊ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ
ตำนานนักแต่งเพลง ผู้เปลี่ยนภาพจำของเพลงผี เพลงละคร ให้กลายเป็นเพลงยอดนิยม และยังอยู่เบื้องหลัง ‘เสน่หา’ เพลงข้ามกาลเวลาที่โดนใจผู้คนแบบข้ามยุคข้ามสมัย
JOE the SEA-CRET Agent นักสืบหัวปลาหมึก จากนิตยสาร Katch ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนการ์ตูนทางเลือกแนวใหม่อีกมากมาย
วงดนตรี 4 คน 4 เชื้อชาติ ที่รวมกัน ภายใต้ดูแลของผู้ก่อตั้ง Bakery Music พร้อมสร้างผลงานแร็พที่ฉีกแนวของตลาดเพลงไทย จนผู้คนยกให้เป็นผู้บุกเบิกเพลงฮิปฮอปไทย
COPYRIGHT © 2021 WWW.THENORMALHERO.CO. ALL RIGHTS RESERVED.