ครั้งหนึ่งเพลง ‘ไอ้หนุ่มผมยาว’ เคยโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ดังไกลไปถึงเธค ถึงไนต์คลับต่างๆ
เช่นเดียวกับเพลง ‘ฉันจะฝันถึงเธอ’ ที่แม้ตอนออกมาช่วงแรกอาจจะยังแผ่วๆ แต่วันเวลาผ่านไป เพลงรักของเด็กสาวเพลงนี้กลับเข้ามาตราตรึงจิตใจ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ศิลปินมากหน้าหลายตาหยิบไปร้องและบรรเลงซ้ำอยู่เรื่อยมาจนถึงวันนี้
เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากชายที่ชื่อ ดนู ฮันตระกูล นักประพันธ์ คีตกร วาทยกร ที่นึกสนุกอยากจะทดลองเขียนเพลงลูกทุ่ง เขียนเพลงรัก สักครั้งในชีวิต ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่วงการดนตรี เขาก็เดินหน้าบุกเบิกสิ่งใหม่ไม่เคยหยุด
จากวงภาคีวัดอรุณ ที่เคยหยิบข้าวของเครื่องใช้มาสร้างเสียงเพลงร่วมกับเครื่องดนตรีต่างๆ จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักวิจารณ์ สู่การก่อตั้งกลุ่มดนตรี บัตเตอร์ฟลาย ผู้สร้างปรากฏการณ์ผีเสื้อครองเมือง สร้างสรรค์บทเพลงระดับขึ้นหิ้งไว้นับไม่ถ้วน ทั้งเพลงโฆษณา เพลงภาพยนตร์ และอัลบั้มเรามาร้องเพลงกัน ของเรวัต พุทธินันทน์และวงคีตกวี รวมถึง ‘โรงเรียนดนตรีศศิลิยะ’ สถาบันที่หมายมั่นจะปลูกปั้นคนดนตรีฝีมือเยี่ยมและสร้างวัฒนธรรมดนตรีในเมืองไทยให้แข็งแรงไปพร้อมกัน
กระทั่งมาสู่วงไหมไทย วงออร์เคสตราขนาดย่อมที่เชื่อมประสานดนตรีตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งนอกจากจะบรรเลงเพลงไทยร่วมสมัย และเพลงคลาสสิกระดับโลกแล้ว ยังนำเพลงไทยเดิมที่หลายคนลืมเลือนไปแล้วมาชุบชีวิตใหม่ ในรูปแบบของดนตรีสากล แต่ก็ยังคงรักษาจิตวิญญาณแบบไทยได้ไม่เสื่อมคลาย
ไม่เพียงแค่นั้น อาจารย์ยังรังสรรค์ผลงานที่หลากหลาย ตั้งแต่เพลงศาสนาอย่างอัลบั้ม อัลเลลูยา เพลงสารคดีชุด ‘ในดวงใจนิรันดร์’ เพลงเด็ก เพลงนิทาน เพลงกวี อย่างหยดฝนกับใบบัว และหยั่งรากฝากใบ ทำเพลงดนตรีประกอบละครเวทีเรื่อง Hamlet และสายน้ำสองแผ่นดิน รวมถึงเพลง Light of Asia ซึ่งใช้ในพิธีปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร อีกด้วย
แม้วันนี้อายุจะล่วงเลยวัยเกษียณไปแล้วหลายปี แต่อาจารย์ก็ไม่เคยคิดจะหยุดทำงาน ยังสนุกสนานกับการทดลองไม่ต่างจากวันแรก ดังเช่นผลงานเพลง คอนเสิร์ต หรือแม้แต่การสอนเด็กหูหนวกจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรให้เล่นดนตรี
ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ร่วมกับ The Cloud ถือโอกาสดีเชิญชวนอาจารย์ดนูมาพูดคุยถึงเรื่องราวความคิด และไฟการทำงาน ตลอดจนมุมมองที่เกี่ยวกับวงการดนตรีร่วมครึ่งศตวรรษบนเส้นทางสายนี้
อ่าน : การทดลองที่ไม่เคยสิ้นสุดของ ‘ดนู ฮันตระกูล’ ศิลปินแห่งชาติ-คีตกรผู้ถักทอทำนองไทยสู่สากล ที่ http://readthecloud.com/dnu-huntrakul/
แต่ก่อนจะไปเต็มอิ่มกับเรื่องราวของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 ผู้นี้ เรามีเรื่องเล่าเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง
1. ความรักดนตรีของอาจารย์ดนูนั้นสืบต่อมาตั้งแต่รุ่นพ่อ โดยเดิมทีคุณพ่อดิลก ฮันตระกูล เคยเป็นนักดนตรีอยู่ในวงซิมโฟนีของโรงเรียนอัสสัมชัญ ครั้งแรกก็เล่นเชลโล จากนั้นก็มาเล่นดับเบิลเบส โดยระหว่างซ้อมทุกเช้าวันเสาร์ก็จะพาลูกๆ ไปด้วย ทำให้อาจารย์เริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบและสามารถแยกแยะออกว่าเสียงไหนน่าฟัง หรือเล่นแล้วไม่ค่อยดี
จากนั้นคุณพ่อก็หาครูมาสอน แต่สอนได้ไม่เท่าไหร่ ครูก็บอกว่าไม่ต้องสอนแล้ว หัดเล่นเองได้ ต่อมาคุณพ่อก็ซื้อแมนโดลิน แอคคอร์เดียน และเปียโนมาให้ทดลองเล่น ซึ่งผลปรากฏว่าก็เล่นได้ทันที จากนั้นเขาก็เริ่มต่อยอดเล่นเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด โดยเฉพาะช่วงที่ย้ายไปอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก็เข้าไปอยู่ในวงแตรงวง เป่าทั้งคลาริเน็ต ยูโฟเนียม รวมถึงเล่นกีตาร์ด้วย
อาจารย์เคยวิเคราะห์เหตุผลที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายว่าอาจเป็นเพราะความใฝ่รู้ พอมีคนมาบอกหลักก็อยากทดลองเล่นต่อไป เช่น เครื่องเป่า พอกดตัวนี้เสียงสูง พอไล่นิ้วเสียงจะต่ำ ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร พอฟังบ่อยๆ ก็สามารถเล่นได้เป็น หรือคลาริเน็ต ที่เห็นปุ่มเยอะๆ แต่ความจริงแล้วถ้ารู้หลักการ ก็ไม่ต่างจากเครื่องเป่าชนิดอื่น
“พอเราชอบมากและอยากเล่นได้ ก็ทำให้การสังเกตของเราเร็ว เหมือนคนสนใจวาดภาพ ดูแมวแวบเดียวก็วาดได้แล้ว แต่คนที่ไม่สนใจหลับตาเดี๋ยวก็ลืม คนที่ไม่สนใจ เอาแมวมาวาดก็อาจกลายเป็นหมาก็ได้ ความใฝ่รู้จะต้องละเอียด ถ้าเราชอบมากจะสังเกตลึกเข้าไปในรายละเอียดได้ จะมองเห็นความผิดเพี้ยนของมันได้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้เร็ว”
2. หลังเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ 1 ปี อาจารย์ก็ตัดสินใจลาออกไปเรียนต่อด้านดนตรีที่ The University of Oregon สหรัฐอเมริกา ตั้งใจจะไปเรียนแต่งเพลง แต่พอไปถึงแล้วได้เรียนสารพัดอย่าง ตั้งแต่ โสตทักษะ (การฝึกหู) การเขียนสกอร์ การทำเสียงประสาน ประวัติดนตรี รวมทั้งการฝึกเปียโนเพื่อจะก้าวไปสู่มืออาชีพ โดยเรียนอยู่ 5 ปีเต็ม
จากนั้นก็ข้ามฟากไปเรียนที่ Royal Conservatoire The Hague ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนแต่งเพลง รวมถึงการเรียบเรียงเพลงสำหรับวงออร์เคสตรา (Orchestration) อาจารย์บอกว่า เรียนที่นี่ถูกใจมาก เพราะให้อิสระเต็มที่ อีกอย่างก็คือ ครูไม่เคยหยุดเรียนรู้ สามารถนำความคิดรอบด้านมาประกอบเป็นความรู้ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา หลังเรียนได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจว่า ได้เวลากลับบ้านแล้ว ซึ่งมีเรื่องตลก เพราะผู้อำนวยการบอกว่า ถ้าจะกลับช่วยไปรายงานตัวที่ธุรการหน่อย เนื่องจากยังไม่ได้เขียนใบสมัครและจ่ายค่าเล่าเรียนเลย โดยก่อนหน้านี้อาจารย์ก็เคยทวงถามแล้ว แต่ทางธุรการบอกว่าไม่มีข้อมูล ตัวของอาจารย์ก็เลยไม่ได้ติดตามอีกเลย กระทั่งถึงวันจะกลับถึงค่อยมาจัดการ โดยฝ่ายธุรการแจ้งว่า เหตุผลที่ไม่ได้ให้จัดการอะไร ก็เพราะผู้อำนวยการสั่งไว้ว่าห้ามรบกวนนักศึกษา
3. จุดเริ่มต้นของวงดนตรี ‘ไหมไทย’ มาจากก่อนหน้านี้ โรงเรียนดนตรีศศิลิยะเคยจัดคอนเสิร์ตชื่อ ‘ดอกไม้บาน คอนแชร์โต’ ให้ อาจารย์ว่าว-ธนวัฒ สืบสุวรรณ โดยมี อาจารย์ณัฐ ยนตรรักษ์ มาเดี่ยวเปียโน ระหว่างนั้นมีการรวบรวมนักดนตรีราวๆ 10 ชีวิตมารวมกันเป็นสตริงออร์เคสตรา อาจารย์ดนูเห็นว่า วงซิมโฟนีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่สามารถแสดงดนตรีได้หลากหลาย ก็เลยพัฒนาจนเป็นวงดนตรี
ส่วนชื่อ ‘ไหมไทย’ เป็นฝีมือการตั้งของ อาจารย์ดนัย ฮันตระกูล พี่ชายของอาจารย์ดนู เพราะอยากได้ชื่อที่ดูเป็นไทยๆ ไม่เคร่งเครียดเกินไป ฟังสบายๆ จากนั้นวงไหมไทยก็เริ่มมีผลงานชุดแรกคือ ชีพจรลงเท้า รวมทั้งเปิดแสดงตามเวทีต่างๆ ประเดิมด้วยงานประชุมใหญ่ IBM KICF 1987 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2530 หลังจากนั้นก็แสดงต่อในงาน TAE Concert ณ บริเวณสวนมะกอก โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ แล้วก็จัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
4. นอกจากวงไหมไทยแล้ว ในช่วงที่ยังทำโรงเรียนดนตรีศศิลิยะ อาจารย์ดนูยังมีส่วนสร้างวงดนตรีขึ้นอีกวง ชื่อ เจริญกรุง เป็นวงเครื่องเป่า เนื่องจากเวลานั้นมีนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ที่เติบโตมาจากวงโยธวาทิต แต่แทนที่จะเล่นเพลงมาร์ชของฝรั่ง ก็เน้นหลักที่เพลงไทย เช่น ลมหวน วิหคเหิรลม บ้าหอบฟาง เรามาร้องเพลงกัน ชื่นชีวิต
ครั้งแรกจะให้ชื่อวงว่า ‘สุขุมวิท’ เพราะบ้านของอาจารย์ดนูอยู่แถวเอกมัย แต่อาจารย์ดนัยก็เสนอให้ใช้ชื่อว่า ‘เจริญกรุง’ เพราะเป็นชื่อถนนสายแรกของเมืองไทยที่สร้างด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ฝรั่งในเวลานั้นจึงพากันเรียกว่า New Road เปรียบกับวงดนตรีวงนี้ที่นำแตรวงของฝรั่งมาบรรเลงเพลงไทยด้วยน้ำเสียง และอารมณ์แบบใหม่ๆ ซึ่งแทบไม่มีใครเคยฟังมาก่อน
วงเจริญกรุง มีผลงานออกมาทั้งหมด 1 อัลบั้ม ชื่อ ‘ตามตะวัน’ โดยระหว่างนั้นก็ไปขึ้นคอนเสิร์ตพร้อมกับวงไหมไทยหลายงาน เสียแต่ว่ายอดขายอัลบั้มไม่สู้ดีเท่าใดนัก ก็เลยจำเป็นต้องปิดฉากในระยะเวลาเพียงปีเศษ ถึงอย่างนั้นสมาชิกหลายคนก็เจริญเติบโตบนเส้นทางของตัวเอง และกลายเป็นแถวหน้าของวงการเพลงออร์เคสตราจนถึงทุกวันนี้
5. ครั้งหนึ่งอาจารย์ดนูเคยมีผลงานร่วมกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง GMM Grammy ด้วย โดยมีผลงานออกมา 3 ชุด ประกอบด้วย ไหมไทย ชุด สุนทราภรณ์, ทีเล่น ทีจริง และเทียบเสียง แต่ต้องยอมรับว่า ยอดขายก็อาจจะไม่มากเท่าที่ควร บวกกับทิศทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ซึ่งไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากกลุ่มตลาดของแกรมมี่นั้นเน้นมวลชน เป็น Popular Music ขณะที่งานเพลงของอาจารย์เน้นไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ ก็เลยเปลี่ยนมาทำเองขายเอง ผ่านบริษัทสองสมิต เพื่อให้ขายได้นานขึ้น และไปถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยผลงานแรกก็คือ นิทาน ‘เพลงช้างกับเรือ’ ซึ่งทำร่วมกับมูลนิธิเด็ก
6. สุรชัย สมบัติเจริญ เจ้าของเสียงร้องในเพลงไอ้หนุ่มผมยาว เคยเล่าว่า ก่อนเริ่มร้องไม่เคยรู้จักอาจารย์ดนูเลย พอได้รับทาบทามก็นึกว่าเป็นนายธนาคารจะตั้งวงดนตรี แถมเพลงที่ส่งมาให้ก็ยังมีเนื้อร้องไม่ครบด้วย แต่ก็ตกปากรับคำช่วยมาร้อง ซึ่งผลปรากฏว่า แม้แต่ผับยอดนิยมในยุคนั้นก็ยังต้องเล่น ผู้คนก็ยังร้องตามเต้นตามอีกต่างหาก จนกระทั่งตัวนักร้องเองยังงง เพราะไม่คิดมาก่อนว่าเพลงจะดังขนาดนี้
7. สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ดนูมักบอกกับศิลปินที่ร้องเพลง ‘ฉันจะฝันถึงเธอ’ คือ ต้องคิดเสมอว่า กำลังร้องเพลงนี้ให้ตัวเองฟัง ไม่ได้ร้องให้คนอื่นฟังด้วย เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนถ้ามีใครสักคนเดินผ่านหน้าต่างหรือประตูก็ต้องเงียบ หยุดร้อง ซึ่งหากนักร้องเข้าใจความรู้สึกนี้ ก็สามารถซึมซับและสื่อสารอารมณ์ของเพลงได้ดีมากขึ้น
8. อาจารย์ดนูมีผลงานเพลงโปรดอยู่หลายเพลง แต่เพลงหนึ่งที่อยากแนะนำเป็นพิเศษ คือ ‘เมื่อดอกซากุระบาน’ ซึ่งอยู่ในอัลบั้มชื่อเดียวกัน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการไปแสดงดนตรีที่ญี่ปุ่น ก็เลยอยากทดลองเขียนเพลงโดยใช้ความรู้และประสบการณ์จากการเดินทางสักครั้งหนึ่ง
“ความจริงผมก็ไม่ได้นิยมเขียนเพลงจากการไปไหนมาไหนหรอก แต่อยากลองดูว่า เขียนแล้ว เราจะรู้สึกจริงใจกับเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพอตั้งใจจะทำก็เข้าสู่ขั้นตอนของผม โดยตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าจะเขียนอะไร ก็นึกไปเรื่อยว่าควรจะเป็นบทกวี รำลึกถึงถิ่นที่เราไป ได้พบปะผู้คน ได้รู้จักการอยู่กินของเขา มันสร้างความประทับใจ จากนั้นผมก็เขียนบทร้อง แล้วก็ทำลีลาของดนตรี มันก็ค่อยๆ คลี่คลายออกมา จนเริ่มด้วยฉากอยู่หน้าพระพุทธรูป มีควัน มีธูปเทียน มีเสียงพระสวดมนต์ แล้วก็มีดอกซากุระปลิวตามลม แล้วแถวนั้นก็มีสายธารเล็กๆ มีน้ำใส กับลมเหนือ จากนั้นก็ขมวดตอนท้ายว่าได้ยินพระสวดมนต์ พร่ำคำสอน ในที่สุดดอกซากุระก็คลี่ผลิบาน แล้วก็ให้คนญี่ปุ่นมาฟ้อนสัก 2-3 เที่ยวก็โอเค”
ภายหลังอาจารย์มีโอกาสได้นำเพลงนี้ไปแสดงในงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเชิญแขกเหรื่อชาวญี่ปุ่นหลายคนมาร่วมงาน แม้จะร้องเป็นภาษาไทย แต่อาจารย์ก็ฝากให้สถาบันฯ ช่วยแปลเนื้อร้องเพลงนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นแจกให้ผู้ชมด้วย ซึ่งแต่ละคนอ่านแล้วก็รู้สึกตื้นตันประทับใจ แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายเพลงนี้อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าใดนัก
9. กลไกหนึ่งของวงการดนตรีที่อาจารย์ดนูรู้สึกว่าขาดหายไปคือ การวิจารณ์ เพราะสมัยที่ทำภาคีวัดอรุณก็ยังมีคนเขียนถึง 2-3 ราย ซึ่งการเขียนนั้นก็มาจากความสนใจจริง บางครั้งอาจใช้ถ้อยคำที่รุนแรงบ้าง แต่ก็ถือเป็นกำลังใจให้อยากปรับปรุงและพัฒนางานให้ดีขึ้น แต่ดูเหมือนทุกวันนี้แทบจะไม่หลงเหลือแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย และอาจส่งผลให้งานดนตรีร่วมสมัยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร
10. ทุกวันนี้อาจารย์ดนูก็ยังคงทำงานอยู่ตลอด โดยเฉพาะการเขียนสกอร์เพลง เพื่อจะนำไปแสดงในคอนเสิร์ตไหมไทยแนะนำดนตรี ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยนอกจากเป็นการเปิดพื้นที่ให้แฟนเพลงทั้งเก่าและใหม่ได้มาอิ่มเอมกับบทเพลงดีๆ แล้ว ยังเป็นโอกาสที่อาจารย์จะได้ท้าทายตัวเอง คิดค้นหาไอเดียสนุกๆ มานำเสนออีกด้วย
ร้านขายเทป ซีดีที่มีอายุยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของดนตรีนอกกระแส ดนตรีทางเลือก และเป็นหนึ่งในร้านไม่กี่ร้านที่ยังคงหยัดยืน เพื่อนักฟังเพลงจนถึงปัจจุบัน
มือกีตาร์วง P.O.P ชายผู้เปรียบเสมือนลายเซ็นหนึ่งของค่ายเพลง Bakery Music
เจ้าของบาร์แจ๊ซ ผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งดนตรี สิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อยกระดับเมืองเชียงใหม่ให้เป็นดินแดนที่ของทุกคนอย่างแท้จริง
ค่ายเพลงห้องเล็ก หนึ่งในหัวหอกสำคัญของวงการเพลงอินดี้มาตลอด 20 กว่าปี
ย้อนเรื่องราวอัลบั้มในตำนานของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Bakery Music
เรื่องราวของนักแต่งเพลง ที่หลายคนยกให้เป็นเจ้าพ่อเพลงปรัชญา ผู้แต่งเพลงบูมเมอแรง จนทำให้ เบิร์ด-ธงไชย กลายเป็นศิลปินล้านตลับ
คีตกรผู้บุกเบิกและเชื่อมโลกดนตรีไทยกับดนตรีตะวันออกเข้าไว้ด้วยกัน และยังคงหยัดยืนสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ สู่วงการเพลงไทย
วงดนตรีจากเชียงใหม่ ผู้บุกเบิกแนวเพลง A Cappella ในเมืองไทย เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Dog และ ตุ่ม ที่ดังข้ามกาลเวลา
พระฝรั่งสายวัดป่ารุ่นบุกเบิกที่มีส่วนสำคัญในการนำแนวคำสอนพุทธศาสนาสายเถรวาท ไปสู่ดินแดนตะวันตก
จากรายการการ์ตูนสอนภาษาอังกฤษยอดนิยม สู่มาสคอต ‘เบ๊น โบ๊ท’ ที่ครองใจเด็กไทย ตั้งแต่ Gen Y จนถึง Gen Alpha
พิธีกรสารคดีคนดังแห่ง BBC ผู้จุดประกายให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
Paradox หนึ่งในวงดนตรีจากยุคอัลเทอเนทีฟ ที่ยังคงครองใจผู้ฟังมาตลอด 30 กว่าปีโดยไม่เคยเสื่อมคลาย
COPYRIGHT © 2021 WWW.THENORMALHERO.CO. ALL RIGHTS RESERVED.