T.K.O : ศิลปินในตำนาน ผู้บุกเบิก Hip-Hop ไทย

<< แชร์บทความนี้

ปี 2536 กระแสเพลงแร็พกำลังเติบโตสุดขีด สไตล์การแต่งตัวแบบเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ กลายเป็นแฟชั่นที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของวัยรุ่นไทย กลุ่มนักเรียนนักเต้นเริ่มกระจายไปทั่วสยามสแควร์

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต่างหันมาจับกระแสนี้อย่างจริงจัง ส่งศิลปินแถวหน้าในสังกัด ทั้ง เจ-เจตริน, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และ ติ๊ก ชิโร่ มาทดลองทำเพลงแร็พตามแบบฉบับของตัวเอง

เช่นเดียวกับ KITA Entertainment ค่ายเพลงที่ได้ชื่อว่าโดดเด่นเรื่องภาพลักษณ์ ก็เปิดตัววงดนตรีน้องใหม่ นามว่า T.K.O (Technical Knock Out) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 เชื้อชาติ คือ ไทย ญี่ปุ่น แคนาดา และอังกฤษ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เพลงของพวกเขานั้นไม่เหมือนใคร เพราะได้รับอิทธิพลความเป็นฮิปฮอป สไตล์อเมริกันผิวดำมาเต็มที่ ไม่ใช่แค่เพลงที่มีท่อนแร็พเฉยๆ รวมถึงเนื้อเพลงที่ฉีกแนว กล้าท้าทายสังคม บางเพลงมีเนื้อหาสองแง่สามง่าม แต่อาจบ่งบอกถึงมาตรฐานจริยธรรมของเมืองไทย

และด้วยความแปลกแยกนี่เองที่ส่งผลให้ ORIGINAL THAI RAP กลายเป็นอัลบั้มชุดแรกและชุดเดียวของพวกเขา แต่เวลาผ่านไป เมื่อตลาดเพลงเปิดกว้างขึ้น อัลบั้มที่ไม่มีใครซื้อ กลับกลายเป็นงานที่ใครๆ ต่างขวนขวาย ในฐานะของผู้บุกเบิกเพลง Hip-Hop ของเมืองไทย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงอยากพาทุกคนย้อนเวลาไปสัมผัสเรื่องราว ที่มาที่ไป และเบื้องหลังความคิดของวงดนตรีในตำนานนี้

วงแร็พในฝัน

คงไม่ผิด หากจะบอกว่า T.K.O คืออีกภาคหนึ่งในชีวิตของชายชื่อ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ ก่อนจะเริ่มต้นบุกเบิก Bakery Music 

เดิมทีสุกี้ไม่ได้สนใจเพลงแร็พมาก่อน เขาชอบเพลงฟังก์ หรือ โปรเกรสซีฟร็อก แต่ด้วยวัย 14 ปี เขาต้องย้ายไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเต็มไปด้วยเพลงแร็พและฮิปฮอป จึงต้องเพลงประเภทนี้ไปโดยปริยาย จนคุ้นเคย ถึงขั้นบอกว่า ‘ไม่ชอบก็ต้องชอบ’

ระหว่างนั้นเองที่เขาเริ่มเข้าใจถึงจิตวิญญาณความเป็นแร็พและฮิปฮอป ความสร้างสรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ในห้วงทำนองของดนตรีเหล่านี้ พร้อมกับตั้งใจว่า เมื่อกลับมาเมืองไทย ก็วาดหวังว่าจะปลุกปั้นวงดนตรีแร็พของตัวเอง เพราะเห็นว่าบ้านเราในเวลานั้นไม่มีเพลงแนวนี้เลย

ในวัย 22 ปี โอกาสครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อ นุภาพ สวันตรัจน์ ซึ่งคุ้นเคยกับ กมลา สุโกศล แม่ของเขาเป็นอย่างดี กำลังจะทำอัลบั้ม ‘ร่วมกันร้อง’ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 โดยชักชวนศิลปินหลายคนมาร่วมด้วย หนึ่งในนั้นคือ สุกี้ ซึ่งหยิบแซมเปิลเสียงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เสียงของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มามิกซ์เข้ากับดนตรี กลายเป็น ‘END OF DICTATORSHIP’ เพลงแร็พแนวใหม่ ที่เปิดออกอากาศได้ไม่กี่ครั้งก็โดนแบนเลย แต่อย่างน้อยก็ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จัก

สุกี้ยังคงเดินหน้าหาคนที่ใช่ไม่หยุด แต่การตามหาศิลปินที่มีจิตวิญญาณเดียวกันนั้นยากมาก แต่เขาก็ไม่ถอย กระทั่งได้รับคำแนะนำให้ชมการแสดงของ Alex Soto หนุ่มญี่ปุ่นที่กำลังทำวงแร็ปของตัวเอง กับ Johann Helf หรือ DJ.Sense มือเทิร์นเทเบิลชาวแคนาดา แถวผับหน้าปากซอยทองหล่อ

ถึงการแสดงจะน่าประทับใจ แต่เมื่อจะทำเพลงไทยก็ควรมีแร็พเปอร์คนไทยสักคน ชัย-นิธิศ นฤสรณ์เจริญพร หรือชื่อเดิมคือ ศิรชัย แซ่จิว จึงถูกตามตัวมา

สำหรับแฟนหนังไทยอาจคุ้นเคยกับเขาคนนี้ เพราะเคยมีบทบาทหลักเป็นทีมนักเต้นในภาพยนตร์รองต๊ะแล่บแปล๊บ แต่สิ่งที่ทำให้ชัยเหมาะกับ T.K.O พอดีคือ ความหลงใหลในดนตรีฮิปฮอป ทั้ง RUN-DMC และ MC Hammer จนถึงขั้นตระเวนไปร้องเพลงตามผับต่างๆ 

สุดท้ายเพื่อให้วงนี้สมบูรณ์ที่สุด สุกี้คิดว่า น่าจะมีผู้หญิงสักคน แต่แทนที่เข้าผับ เขากลับเดินตรงไปยังบริษัทโมเดลลิงแถวสยามสแควร์ และได้เจอกับ Velma J Lelean นางแบบชาวอังกฤษ ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะร้องเพลงได้ แต่พอคุยไปสัก 5 นาที ถึงทราบว่าก่อนมาเป็นนางแบบ เธอเคยเป็นนักร้องมาก่อน

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของวง T.K.O

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเพลงไทย

ความแตกต่างของ T.K.O คือพวกเขาไม่ได้ตั้งต้นจากค่ายเพลง แต่มาจากการทำมาสเตอร์เกือบเสร็จสมบูรณ์ แล้วถึงค่อยไปนำเสนอนายทุน

ครั้งแรก สุกี้ตั้งใจอยากทำเพลงฮิปฮอปแบบหนักๆ ไปเลย แต่เมื่อหันมาดูตลาดเพลงไทย บวกกับชื่อเสียงของตัวเองในเวลานั้น ก็คิดว่าคงไม่ไหว ไม่น่าจะมีคนซื้อ จึงต้องพยายามหาจุดที่ลงตัวที่สุด

ในเวลานั้นเขาเปรียบเทียบเพลงของ T.K.O ว่า “ไม่ใช่แร็พแบบ MC Hammer พวกนั้นเป็น Crossover Rap คือแร็พที่ค่อนข้างไปทางเพลงป๊อป แต่ T.K.O เป็นแบบเพลงเพื่อชีวิตในแนวทางของเรา”

เพราะฉะนั้น แต่ละเพลงจึงมีการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่นการนำแซมเปิลคำฮิตจากโทรทัศน์ หรือเพลงดังทั้งไทยและสากลในเวลานั้น มามิกซ์เข้ากับเสียงแบบไทยๆ ทั้ง เสียงระนาด เสียงโห่กลองยาว กลายเป็นความลงตัวที่น่าประหลาด แถมยังสะท้อนถึงยุคสมัยได้อีกด้วย

ส่วนเรื่องเนื้อเพลง พอดีช่วงที่ทำอัลบั้มร่วมกันร้อง สุกี้ได้รู้จักกับ พราย ปฐมพร จึงชักชวนให้ศิลปินจอมขบถผู้นี้มาช่วยแต่งเพลง ซึ่งเพลงที่พรายแต่ง ก็มีตั้งแต่ ‘ว่าว’ ซึ่งมีประเด็นเด็ดอย่าง ‘พี่เล่นว่าวจุฬา ส่วนน้องยาเล่นปักเป้า’ หรือแม้แต่ ‘ฝัน’ ที่มีเนื้อหาล่องลอย เหมือนกับได้ฝันไปไกลแสนไกล

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้เพื่อนใหม่ บอย โกสิยพงษ์ ที่รู้จักจากการทำอัลบั้ม Z-MYX ของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาช่วยเขียนเพลงช้าๆที่ฉีกคอนเซ็ปต์เพลงรักเศร้าทั่วไป ยิ่งมาบวกกับเสียงที่คมชัด และเปี่ยมด้วยอารมณ์ของชัย และเสียงประสานอันกังวานของเวลมา ก็บ่มเพาะความรู้สึกเศร้าหมองลงในเพลงให้หนักขึ้นอีก

สำหรับวงและโปรดิวเซอร์คู่ใจแล้ว อัลบั้มชุดนี้อัดแน่นด้วยไฟของคนหนุ่ม เป็นงานที่สมบูรณ์แบบที่ไม่เคยปรากฏในสารบบเพลงไทยมาก่อน

หากแต่ในโลกความจริง การทำให้คนอื่นเชื่อเหมือนกันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อสุกี้วางเงื่อนไขว่า เรื่องดนตรีขอคุมเองหมด แต่นายทุนจะเสนอแนะอะไรก็ได้ หากเห็นตรงกันก็พร้อมรับฟัง

“เราเข้าใจว่าเขาเป็นคนลงทุน แต่เขาก็ต้องฟังเราเหมือนกันในฐานะที่เราเป็นศิลปิน คือเกือบจะคนละครึ่งนะ แต่ของเราเป็นครึ่งที่มากกว่า” สุกี้กล่าวในเวลานั้น

หลังอัลบั้มเสร็จ สุกี้พาตัวเองไปออกรายการโทรทัศน์ พาวงไปร่วมแสดงในงานประกาศผลรางวัล สีสัน อวอร์ด รวมถึงตระเวนคุยกับผู้ใหญ่ของค่ายต่างๆ ทั้ง แกรมมี่, อาร์เอส, เอสพี ศุภมิตร รวมถึง มูเซอร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ Z-MYX ด้วยความเชื่อว่า หากอยากให้วงเป็นที่รู้จักก็ต้องอยู่ค่ายใหญ่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาล้วนเป็นคำปฏิเสธ จนเกือบท้อ

ในที่สุดโอกาสที่รอคอยก็มาถึง เมื่อสุกี้ได้พบกับ สมพงษ์ วรรณภิญโญ แห่ง KITA Entertainment ซึ่งตอบรับให้ T.K.O เข้าสังกัด ในวันนั้นสมพงษ์ถามโปรดิวเซอร์ตรงๆ ว่า T.K.O จะสู้เจเจตรินได้ไหม ซึ่งสุกี้ก็ตอบกลับทันทีด้วยความมั่นใจว่า สู้ได้แน่นอน

คนที่จะมาร่วมงานกันต้องมีวิญญาณ มี Soul ใจที่ชอบ รู้ว่าอารมณ์ของดนตรีแนวนี้เป็นอย่างไร

T.K.O : ศิลปินในตำนาน ผู้บุกเบิก Hip-Hop ไทย

จากความพ่ายแพ้สู่ตำนาน

แม้ T.K.O จะไม่เหมือนอัลบั้มใดเลยในตลาดเพลงไทย แต่ด้วยความต่างเกินไปก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อย่าว่าจะสู้กับ เจ-เจตริน ที่กำลังดังเป็นพลุแตกจากเพลงยุ่งน่า ในอัลบั้ม 108-1009 เลย แค่การพายอดขายไปให้ถึงจุดคุ้มทุนก็ยังลำบาก 

ยิ่งกว่านั้น เนื้อเพลงของเพลงว่าวยังกลายเป็นประเด็นสังคม จริงอยู่ที่ในวัฒนธรรมฮิปฮอปของอเมริกันอาจมีเพลงที่ใช้ภาษาดิบๆ สองแง่สองง่าม ดูทะเล้น แต่ไม่ใช่สำหรับบ้านเราในเวลานั้น พวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักว่าทำเพลงละเมิดศีลธรรม และโดนแบนจากสถานีวิทยุหลายแห่ง

T.K.O ไม่อาจชนะน็อกได้เหมือนชื่อวง สมาชิกแต่ละคนแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง

ดีเจโยฮันท์มีงานเพลงของตัวเองออกมา เช่นเดียวกับเวลมาที่มีอัลบั้มเดี่ยวกับ Eastern Sky Records ค่ายเดียวกับวงพราว ส่วนอเล็กซ์ก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกากับครอบครัว

ขณะที่ชัยก็หันไปทำงานเบื้องหลัง ออกแบบท่าเต้นให้ศิลปินต่างๆ รวมทั้งร่วมทำเพลงกับ Joey Boy ทั้ง ‘มหากาพย์คาบูม’ ในอัลบั้ม Joey Man และ ‘ทำดี’ ในอัลบั้ม Joey Bang-kok Boy

ถึงอย่างนั้นชัยก็เคยบอกว่า ต่อให้งานของ T.K.O จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่การได้เห็นวงการเพลงฮิปฮอปเติบโต ก็ทำให้เขารู้สึกมีความสุข และถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาทำเพลงอีกครั้ง

“ผมเองก็หาคนทำดนตรีด้วยกันมาตลอดเลย เพราะทำคนเดียวคงลำบาก ผมต้องการหาคนที่มาประสานงาน ทำในส่วนดนตรีให้ คนที่จะมาร่วมงานกันต้องมีวิญญาณ มี Soul ใจที่ชอบ รู้ว่าอารมณ์ของดนตรีแนวนี้เป็นอย่างไร”

แม้ท้ายที่สุด ฝันของชัยและ T.K.O อาจไม่เป็นความจริง แต่สิ่งที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ฟัง และเป็นหลักไมค์สำคัญของเพลงฮิปฮอปสัญชาติไทยไม่เปลี่ยนแปลง

ดังเช่นที่ กอล์ฟ F.Hero แร็พเปอร์คนดัง เคยบอกไว้ว่า แม้ผู้คนอาจลืม T.K.O ไปแล้ว แต่เขาไม่เคยลืมเพราะสิ่งที่ T.K.O สุกี้ และพราย ทำนั้น ได้สร้างให้ ‘แร็พไทย’ ให้เกิดขึ้นบนไทม์ไลน์ของหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นแค่ ‘แร็พบนบีทดิสโก’ เท่านั้น

และพวกเขาทั้งหมดก็คือผู้บุกเบิกของวงการเพลงไทยอย่างแท้จริง

ภาพและข้อมูลประกอบการเขียน

  • หนังสือ Bakery & I ชีวิต ดนตรี และเบเกอรี่ ผ่านสายตาของสุกี้
  • นิตยสารลลนา ฉบับที่ 487 ปักษ์หลัง เดือนเมษายน 2536
  • นิตยสาร GM ฉบับที่ 94 ปีที่ 7 ปักษ์หลัง เดือนมีนาคม 2536
  • นิตยสารสีสัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2536
  • นิตยสาร DDT ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม 2548
  • บทความ Music Side B : แผ่นที่ 7 “TKO” Original Thai Rap ชื่อก็บอกแล้วว่า ออริจินอล ไทย แร็ป เว็บไซต์ dooddot
  • รายการป๋าเต็ดทอล์ก EP.54 สุกี้ กับอดีตของ Bakery Music

<< แชร์บทความนี้

RELATED POSTS
LATEST

Keep In Touch

COPYRIGHT © 2021 WWW.THENORMALHERO.CO.  ALL RIGHTS RESERVED.