“ช้างกูอยู่ไหน?” เคยเป็นคำยอดฮิตที่ใครๆ ต่างต้องพูดถึง
เพราะนี่คือประโยคสุดคลาสสิก จาก ‘ต้มยำกุ้ง’ หนังไทยเรื่องสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมามองประเทศเล็กๆ แห่งนี้ว่า มีศักยภาพในการสร้างภาพยนตร์ไม่แพ้ใคร
แน่นอนความสำเร็จนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความมุ่งมั่นที่อยากผลักดันศิลปะมวยไทยให้โด่งดังไปทั่ว พร้อมกับสร้าง Tony Jaa ซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของวงการหนังแอ็กชันระดับโลก
จาก ‘องค์บาก’ ในปี 2546 ถึง ‘ต้มยำกุ้ง’ ในปี 2548 ได้สร้างปรากฏการณ์ให้เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เดินทางไปทั่วโลก พร้อมกับไต่อันดับสูงสุดใน Box Office Mojo ของสหรัฐอเมริกา แบบที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหนังไทยเรื่องใดทำได้ ที่สำคัญยังจุดกระแสฟีเวอร์ในกลุ่มที่คลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้อีกด้วย
ยอดมนุษย์..คนธรรมดา และ The Cloud ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่อง ถึงที่มาที่ไปของการนำมวยไทยมาสร้างเป็นหนัง จนถึงการพาหนังไทยไป Go Inter ได้สำเร็จอย่างแท้จริง
อ่าน : 20 ปี ‘ต้มยำกุ้ง’ หนังไทยยอดขายตั๋วพันล้าน ฉายในโรงหนังทั่วโลก พามวยไทย-จา พนม ติดตลาดโลก ที่ https://readthecloud.co/20th-tom-yum-goong-movie/
แต่ก่อนจะไปเต็มอิ่มกับบทความ ขอชวนอ่านเรื่องราวสนุกๆ ของ ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน
1. 4 บุคคลสำคัญที่ถือเป็นหัวใจทำให้ ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ ประสบความสำเร็จ ก็คือ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับ, พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับคิวบู๊, จา-พนม ยีรัมย์ พระเอกของเรื่อง และ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ แห่งสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชันแนล ผู้อำนวยการสร้าง
2. บริษัทผู้สร้าง ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ คือ บาแรมยู (BAA-RAM-EWE) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นค่ายเพลงในสังกัด Grammy Entertainment มีผลงานอย่าง ญาญ่าญิ๋ง, The Fin และเจี๊ยบ วรรธนา แต่ตอนหลังหันมาทำงานร่วมกับสหมงคลฟิล์ม โดยผลงานแรกที่บาแรมยู ทำกับที่นี่ไม่ใช่ ‘องค์บาก’ แต่คือ ปอบหวีดผีสยอง ตามมาด้วย มนต์เพลงลูกทุ่งเอฟเอ็ม, 7 ประจัญบาน และ 9999999 ต่อติดตาย
3. ก่อนจะมาเล่น ‘องค์บาก’ จา พนม เคยผ่านงานสตันต์ในวงการมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ Mortal Kombat 2 : Annihilation โดยรับหน้าที่แสดงฉากเสี่ยงแทน Robin Shou พระเอกของเรื่อง รวมถึงเคยแสดงฉากแอ็กชันแทน เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ในละครเรื่องอินทรีแดงด้วย
4. ‘องค์บาก’ เคยคว้ารางวัล Kungfucinema Award ซึ่งมอบให้ภาพยนตร์แอ็กชันและการต่อสู้ระดับโลกมาแล้ว โดย จา พนม คว้ารางวัลนักแสดงนำฝ่ายชายที่เน้นการต่อสู้ยอดเยี่ยม ชนะ ทอม ครูช, เฉินหลง, เจ็ต ลี และเคียนู รีฟส์ อีกรางวัลคือ ออกแบบฉากแอ็กชันและการต่อสู้ยอดเยี่ยม ซึ่งมอบให้ จา พนม และพันนา ฤทธิไกร
5. ก่อนจะมากำกับเรื่อง ‘ต้มยำกุ้ง’ ปรัชญาก็เคยทำงานร่วมกับช้างมาก่อนเหมือนกัน โดยสมัยที่เขายังเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอที่ RS Promotion ต้องทำมิวสิกวิดีโอให้ สรพงศ์ ชาตรี และพอดีว่า สรพงศ์ เพิ่งแสดงเรื่อง คนเลี้ยงช้าง ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ปรัชญาก็เลยติดต่อขอช้างในเรื่องมาร่วมฉากด้วย
“ตอนนั้นถ่ายกันที่อุทัยธานี ดูโลเกชันกันเรียบร้อย ฉากแรกเขาเอาช้างขึ้นรถบรรทุกมาส่ง ลงมาถ่าย ถ่ายเสร็จก็ย้ายไปที่อื่นต่อ แล้วก็บอกคนดูแลช้างให้ตามไปตรงนั้น พอไปถึงเราก็รออยู่ตั้งนาน ช้างก็ยังไม่มาสักที สุดท้ายก็เลยถามไป ปรากฏว่ารถบรรทุกถูกนัดแค่มาส่ง แล้วตอนเย็นถึงมารับ แล้วช้างทำไง ก็ต้องเดินมา รอกันโคตรนาน สุดท้ายจึงรวบโลเกชัน ไม่ย้ายแล้ว เป็นปัญหาที่เรานึกไม่ถึง”
6. กว่าจะเป็นประโยค ‘ช้างกูอยู่ไหน?’ ผู้กำกับกับทีมเขียนบทถกกันนาน โดยตอนแรกจะให้พูดเป็นภาษาอังกฤษดีไหม เนื่องจากร่างแรก พระเอกเป็นคนเลี้ยงช้างโชว์นักท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะเกร็ด แต่ตอนหลังเปลี่ยนบท เป็นชาวบ้านทั่วไป ถึงไปอยู่ออสเตรเลีย แล้วให้พูดภาษาอังกฤษ แบบ ‘Where am my elephent?’ ก็คงแปลกๆ ดังนั้น ปรัชญาเลยตัดปัญหา ให้พูดไทยไปเลย ผู้ชมต่างชาติถึงไม่รู้ความหมาย แต่มั่นใจได้ว่า สัมผัสถึงอารมณ์ของตัวละครอย่างแน่นอน ซึ่งปรากฏว่า คิดถูกจริงๆ
7. แม้จะเป็นสุดยอดนักแสดง แต่พอ หม่ำ จ๊กมก ต้องพูดประโยคภาษาอังกฤษยาวๆ ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน โดยในเรื่องต้มยำกุ้ง หม่ำต้องแสดงเป็นตำรวจ แล้วมีฉาก Long Take ที่หม่ำเดินข้ามถนนแล้วพูดภาษาอังกฤษกับตากล้องที่มาถ่ายสารคดีตำรวจไทยในออสเตรเลีย แต่ปรากฏว่าหม่ำพูดไม่ได้สักที แม้จะมีคิวการ์ดหรือภาษาคาราโอเกะให้อ่าน บางทีได้ตอนแรก แต่ตอนจบไม่ได้ ต้องเทกใหม่ จนผ่านไปหลายชั่วโมง ทีมงานเริ่มท้อ แต่หม่ำก็ไม่ยอมถอย ด้วยสปิริตนักแสดง พยายามจนกระทั่งได้ในที่สุด
8. แม้เสี่ยเจียงจะเป็นผู้สร้างทั้ง ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ แต่เขาก็ปล่อยให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ จะมีแค่หลังตัดต่อเสร็จเท่านั้นที่เสี่ยเจียงจะมาวิจารณ์
“เราทำบทส่งแต่เสี่ยแกไม่ดู คืออาจจะมีคนช่วยอ่าน ช่วยคอมเมนต์ แต่ไม่ค่อยปรับ จนกระทั่งตัดต่อเสร็จเรียบร้อย ฉายให้ดู แกก็จะหลับ แต่พอตื่นมาก็จะบอกให้ตัดตรงนั้นตรงนี้ออก ยาวไป อันนี้คือสไตล์ของแก คือหลับแต่รู้ อย่างต้มยำกุ้ง ฉากจบที่หักกระดูก จริงๆ ยาวกว่านั้นมาก เสี่ยให้เอาออก แต่จา พนม กับพันนา ไม่ยอม เสี่ยก็บอกว่าไม่ได้ ก็เลยต้องเอาออก”
9. แม้ปรัชญาจะคิดว่าชื่อ ‘ต้มยำกุ้ง’ สื่อสารกับต่างชาติที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายทางผู้จัดจำหน่ายก็ไปเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ‘The Protector’ เสียอย่างนั้น ส่วน ‘องค์บาก’ ก็เพิ่มคำว่า ‘The Thai Warrior’ โชคดีที่ยังหลงเหลือคำว่า ‘Ong-Bak’ อยู่
10. จำนวนโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาที่ฉาย ‘องค์บาก’ คือ 387 โรง ส่วน ‘ต้มยำกุ้ง’ อยู่ที่ ‘1,541’ ถือเป็นสถิติของหนังไทยที่ไม่เคยถูกใครทำลายจนถึงทุกวันนี้
11. ‘ช็อกโกแลต’ คือหนังแอ็กชันเรื่องที่ 3 ของปรัชญา โดยเขาบอกว่าความยากของเรื่องนี้คือ การนำเสนอตัวเอกเป็นผู้หญิง ซึ่งคนไม่ค่อยเชื่อว่าจะสู้เก่งกว่าผู้ชาย แถมตัวนางเอก จีจ้า-ญาณิน วิสมิตะนันทน์ ก็ยังตัวเล็กอีกต่างหาก เขาจึงอัดฉากแอ็กชันเข้าไปเพียบ ซึ่งมาดูย้อนหลังก็รู้สึกว่า เยอะเกินไป
“เยอะจนเอียน เดี๋ยวก็สู้อีกแล้ว คือวันนั้นเรายังไม่เข้าใจ เรายังไม่รู้ว่า หัวใจไม่ได้อยู่ที่ท่า แน่นอนท่าสู้ก็มีผล เขาโชว์ท่ายากๆ คนก็ชื่นชอบ แต่มันไม่ได้มีผลเท่ากับ ความหมายของการสู้ ว่าสู้ไปเพื่ออะไร”
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอีกหลายคนก็ยกย่องช็อกโกแลต เช่น Quentin Tarantino ผู้กำกับหนังชาวอเมริกัน ที่ยกให้ช็อกโกแลต เป็น 1 ใน 20 หนังของยุคนี้ที่อยู่ในดวงใจ
12. ‘ต้มยำกุ้ง 2’ เป็นหนังแอ็กชันเรื่องสุดท้ายที่ปรัชญา, พันนา, จา พนม และเสี่ยเจียง ทำงานร่วมกัน ซึ่งในเรื่องนี้ปรัชญาก็ได้ทำงานกับนักสู้หลายๆ คนที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ มาร์รีส ครัมพ์ นักแสดงผิวดำชาวอเมริกัน ซึ่งชื่นชอบ จา พนม มากเป็นพิเศษ โดยมารับบทเป็น หมายเลข 02
หลังจากถ่ายทำและตัดต่อเสร็จเรียบร้อย ทีมงานเห็นว่าน่าจะเพิ่มฉากอีกฉาก คือ ขาม พระเอกของเรื่อง ต่อสู้กับหมายเลข 02 กันแบบเต็มๆ ปรัชญาก็เลยนำไอเดียที่เก็บไว้ในช็อกโกแลต 2 มาใช้ พร้อมกับเรียกตัวมาร์รีสที่กลับประเทศไปแล้ว มาถ่ายเพิ่มอีกคิวหนึ่ง
“ตอนนั้นเป็นฉากสู้กันบนรางรถไฟฟ้า เราก็ยืนคนละฝั่ง เวลาสัมผัสจะได้ลัดวงจร พอสู้กันมันจะได้เกิดสปาร์ก ก่อนถ่าย 1 วัน ผู้ช่วยก็ไปบรีฟให้นักแสดงฟัง แต่จู่ๆ ผู้ช่วยก็วิ่งกลับมาบอกว่า มาร์รีสไม่ยอมถ่าย เขาบอกเขาเล่นไม่ได้ เพราะในฉากรองเท้าต้องหลุด เพื่อไม่ให้เกิดฉนวน ผมก็พยายามถามเหตุผลอยู่ตั้งนาน เขาก็บอกว่า ไอเดียดีนะ แต่ผมไม่ถอดรองเท้าได้ไหม เราก็บอกว่าไม่ได้ ต้องถอดสิ แต่มาร์รีสให้ตายก็ไม่ยอมถอด จนเราสงสัยว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า
“สุดท้ายเขาก็ลากผมไปคุยกัน 2 คน บอกว่า ‘คุณปรัชญา อย่าลืมสิครับว่า พวกผมผิวดำถูกคนผิวขาวข่มเหงรังแกมาตั้งแต่อดีตแล้ว พวกผมถูกจับเป็นทาสนะ ถูกเกณฑ์ไปทำทางรถไฟ แล้วพวกผมไม่มีสิทธิใส่รองเท้า เพราะคนผิวขาวบอกว่า รองเท้าของคนผิวขาวมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของคนผิวดำ มันเป็นความเจ็บปวดของพวกผม คุณให้ผมถอดรองเท้าข้างทางรถไฟอย่างนี้ มันไม่ได้ ผมกลับไปโดนเพื่อนประณามแน่ ผมก็เงียบเลย บอกไม่เป็นไร ประชุมทีมงานใหม่ จนคิดออกว่า ถ้าไม่ถอดรองเท้าแต่ให้เปียกชุ่มแทนได้ไหม ซึ่งจะเกิดสปาร์กเหมือนกัน ทีมงานก็บอกว่าได้ แต่ต้องชุ่มแบบหยดติ๋งๆ เลยนะ คนดูพร้อมจะเชื่อ โอเคอย่างนั้นก็เปลี่ยนบท ซึ่งออกมาดี และพอถ่ายเสร็จ มาร์รีสก็เดินมาขอบคุณที่เข้าใจเขา แล้วก็บอกว่า ต่อไปถ้าจะทำงานกับคนผิวสีอีก มี 3 เรื่องที่ต้อง คือ อย่าถอดรองเท้า อย่าเผาทั้งเป็น และอย่าแขวนคอ”
ผู้กำกับคนแรกที่สร้างตำนานหนังผีตลกสุดคลาสสิกของเมืองไทยอย่าง บ้านผีปอบ
ย้อนเรื่องราวของหนังไทย ‘โหมโรง’ ที่สร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ หลังเกือบถูกถอดจากโรง พร้อมกับจุดกระแสดนตรีไทยให้โด่งดังไปทั่ว
ครูใหญ่แห่งวงการนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่ปลุกปั้นลูกศิษย์สู่งอุตสาหกรรมหนังไทย พร้อมกับชวนให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของหนังที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง
นักฝันผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างโรงภาพยนตร์แห่งความทรงจำที่สยามสแควร์
‘ช้างกูอยู่ไหน’ ประโยคที่เคยสั่นสะท้านวงการหนังไทย จุดกระแสมวยไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก พร้อมกับสร้าง ‘Tony Jaa’ จนกลายแถวหน้าของนักแสดงหนังบู๊ที่ทุกคนต่างให้การยอมรับ
ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนาน ผู้สร้างตัวละครที่คนไทยรักและจดจำมากที่สุด
‘ช้างกูอยู่ไหน’ ประโยคที่เคยสั่นสะท้านวงการหนังไทย จุดกระแสมวยไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก พร้อมกับสร้าง ‘Tony Jaa’ จนกลายแถวหน้าของนักแสดงหนังบู๊ที่ทุกคนต่างให้การยอมรับ
ตำนานนักแต่งเพลง ผู้เปลี่ยนภาพจำของเพลงผี เพลงละคร ให้กลายเป็นเพลงยอดนิยม และยังอยู่เบื้องหลัง ‘เสน่หา’ เพลงข้ามกาลเวลาที่โดนใจผู้คนแบบข้ามยุคข้ามสมัย
JOE the SEA-CRET Agent นักสืบหัวปลาหมึก จากนิตยสาร Katch ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนการ์ตูนทางเลือกแนวใหม่อีกมากมาย
วงดนตรี 4 คน 4 เชื้อชาติ ที่รวมกัน ภายใต้ดูแลของผู้ก่อตั้ง Bakery Music พร้อมสร้างผลงานแร็พที่ฉีกแนวของตลาดเพลงไทย จนผู้คนยกให้เป็นผู้บุกเบิกเพลงฮิปฮอปไทย
ช่างภาพบุคคลระดับตำนานของเมืองไทย ที่มีอยู่เบื้องหลังภาพถ่ายบุคคลสำคัญมากมาย ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ นายกรัฐมนตรี ทูตานุทูต ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน นักธุรกิจ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป
ครูใหญ่แห่งวงการนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่ปลุกปั้นลูกศิษย์สู่งอุตสาหกรรมหนังไทย พร้อมกับชวนให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของหนังที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง
COPYRIGHT © 2021 WWW.THENORMALHERO.CO. ALL RIGHTS RESERVED.